ป้องกันก่อนป่วย! วัคซีนสำคัญสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ในยุคที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม การดูแลตัวเองเพียงแค่ใช้ถุงยางอนามัยอาจไม่เพียงพอเสมอไป เพราะยังมีโรคบางชนิดที่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย วัคซีน เพราะการฉีดวัคซีนไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันตนเอง แต่ยังเป็นการช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระดับบุคคล และระดับสาธารณสุข 

ป้องกันก่อนป่วย! วัคซีนสำคัญสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วัคซีน คืออะไร?

วัคซีน คือ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคที่เฉพาะเจาะจง โดยวัคซีนจะเลียนแบบเชื้อโรค หรือส่วนประกอบของเชื้อในรูปแบบที่ไม่เป็นอันตราย เมื่อร่างกายได้รับวัคซีนจะเรียนรู้ และจดจำเชื้อนั้นไว้ ทำให้เมื่อเกิดการติดเชื้อจริงในอนาคต ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถต่อสู้ และควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความรุนแรงของอาการ และในบางกรณีสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อได้เลย วัคซีนจึงถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคติดต่อ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

“Quicky"

วัคซีนที่สำคัญสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วัคซีน HPV (Human Papillomavirus vaccine)

HPV เป็นไวรัสที่แพร่ผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง และเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยประมาณ 14 สายพันธุ์ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปาก และลำคอ รวมถึงหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ ซึ่งเป็นผลจากสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ

ชนิดของวัคซีนที่มีในปัจจุบัน

“ChatLove2test"
  • Cervarix ป้องกันสายพันธุ์ HPV 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก
  • Gardasil ป้องกันสายพันธุ์ HPV 6, 11, 16 และ 18 โดยครอบคลุมทั้งหูดหงอนไก่ และมะเร็ง
  • Gardasil 9 ครอบคลุมได้ถึง 9 สายพันธุ์ของ HPV เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็ง และหูดมากขึ้น

คำแนะนำ ควรฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 9–14 ปี จำนวน 2 เข็ม และหากเริ่มฉีดตอนอายุ 15 ปีขึ้นไป จะต้องฉีด 3 เข็ม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยควรฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่มีการสัมผัสเชื้อมาก่อน

วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine)

ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้ผ่านเลือด น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งต่าง ๆ รวมถึงจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอด การติดเชื้อในระยะเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายและเรื้อรัง

“PrEPLove2test"

ลักษณะของวัคซีน เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ภูมิคุ้มกันได้นานหลายปี (บางรายอาจตลอดชีวิต) โดยทั่วไปให้ 3 เข็ม ในช่วง 0, 1 และ 6 เดือน

คำแนะนำ คนทุกเพศทุกวัยควรได้รับวัคซีน โดยเฉพาะ

  • ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนตั้งแต่เด็ก
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง
  • ผู้ที่ต้องรับเลือดหรือทำหัตถการบ่อยครั้ง

วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine)

ไวรัสตับอักเสบเอแพร่ผ่านทางอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อน รวมถึงจากการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยอาการของโรคคือไข้ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และตับอักเสบเฉียบพลัน แม้โดยมากจะหายได้เอง แต่บางกรณีอาจรุนแรงจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ลักษณะของวัคซีน ให้ 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันได้นานกว่า 20 ปี

คำแนะนำ เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ระบาด
  • ผู้ที่มีโรคตับอยู่ก่อน
  • ผู้ที่อยู่ในกลุ่ม LGBTQ+ โดยเฉพาะชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย
ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?

  • เยาวชนอายุ 9–26 ปี (โดยเฉพาะวัคซีน HPV)
  • ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอหรือบี
  • ผู้มีพฤติกรรมทางเพศเสี่ยง เช่น คู่นอนหลายคน ไม่ใช้ถุงยาง
  • ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
  • ผู้ติดเชื้อ HIV หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
  • ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข หรือมีความเสี่ยงสัมผัสเลือด

ตารางเปรียบเทียบข้อดี–ข้อควรระวังของวัคซีนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

วัคซีนข้อดีข้อควรระวัง
HPVป้องกันมะเร็ง และหูดหงอนไก่ได้สูงถึง 90%ฉีดหลายเข็ม, ควรฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์
ไวรัสตับอักเสบบีป้องกันโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ, อยู่ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐานอาจต้องตรวจภูมิเดิมก่อนฉีด
ไวรัสตับอักเสบเอป้องกันตับอักเสบเฉียบพลัน, ได้ผลดีในผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน

วิธีการป้องกันเพิ่มเติมนอกจากการฉีดวัคซีน

แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นวิธีการป้องกันขั้นพื้นฐาน และมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกชนิด เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม หรือเชื้อ HIV การเสริมด้วยพฤติกรรมที่ปลอดภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันแบบรอบด้าน:

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
    • ถุงยางอนามัยชาย และหญิงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ STIs ได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น HIV, หนองใน, ซิฟิลิส หรือเริม
    • ถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด หรือเลือด ซึ่งเป็นพาหะของโรค
    • ควรเลือกใช้ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน และไม่หมดอายุ
  • หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
    • การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มความเสี่ยงในการติด และแพร่เชื้อ โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกัน
    • ควรเลือกคู่นอนที่มีความมั่นใจในสถานะสุขภาพ และสามารถเปิดเผยข้อมูลสุขภาพทางเพศต่อกันได้
    • ความสัมพันธ์ที่มั่นคง และซื่อสัตย์สามารถลดโอกาสของการติดเชื้อได้อย่างมาก
  • เข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ
    • แนะนำให้ตรวจสุขภาพทางเพศอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 3–6 เดือนหากมีพฤติกรรมเสี่ยง
    • ตรวจหาเชื้อ HIV, ซิฟิลิส, หนองใน, เริม, คลามัยเดีย และไวรัสตับอักเสบ A, B, C
    • การตรวจพบเร็วจะช่วยให้สามารถรักษาได้ทันเวลา ลดภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสในการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
  • รักษาความสะอาดของร่างกาย และอวัยวะเพศ
    • ควรล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำสะอาด และสบู่อ่อน
    • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองหรือการสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ธรรมชาติ
      ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน หรือของใช้ในห้องน้ำ

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และวางแผนการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับตนเอง การป้องกันตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และปลอดภัยในอนาคต

เอกสารอ้างอิง

  • World Health Organization (WHO). Human Papillomavirus (HPV) Vaccines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/teams/immunization-vaccines-and-biologicals/diseases/human-papillomavirus-vaccines-%28HPV%29
  • World Health Organization (WHO). Hepatitis B. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/teams/immunization-vaccines-and-biologicals/diseases/hepatitis
  • World Health Organization (WHO). Hepatitis A. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-a
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. แนวทางการดำเนินงานให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี (HB) ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/files/1641720210104092850.pdf
  • กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A). เว็บไซต์กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=12

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save