ในยุคที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนมองข้าม การดูแลตัวเองเพียงแค่ใช้ถุงยางอนามัยอาจไม่เพียงพอเสมอไป เพราะยังมีโรคบางชนิดที่สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย วัคซีน เพราะการฉีดวัคซีนไม่ใช่แค่เพื่อป้องกันตนเอง แต่ยังเป็นการช่วยลดการแพร่เชื้อในสังคม เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทั้งในระดับบุคคล และระดับสาธารณสุข

วัคซีน คืออะไร?
วัคซีน คือ ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ใช้กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคที่เฉพาะเจาะจง โดยวัคซีนจะเลียนแบบเชื้อโรค หรือส่วนประกอบของเชื้อในรูปแบบที่ไม่เป็นอันตราย เมื่อร่างกายได้รับวัคซีนจะเรียนรู้ และจดจำเชื้อนั้นไว้ ทำให้เมื่อเกิดการติดเชื้อจริงในอนาคต ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถต่อสู้ และควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความรุนแรงของอาการ และในบางกรณีสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อได้เลย วัคซีนจึงถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคติดต่อ รวมถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายชนิดที่สามารถป้องกันได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
วัคซีนที่สำคัญสำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
วัคซีน HPV (Human Papillomavirus vaccine)
HPV เป็นไวรัสที่แพร่ผ่านการสัมผัสทางผิวหนัง และเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยประมาณ 14 สายพันธุ์ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องปาก และลำคอ รวมถึงหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ ซึ่งเป็นผลจากสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ
ชนิดของวัคซีนที่มีในปัจจุบัน
- Cervarix ป้องกันสายพันธุ์ HPV 16 และ 18 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก
- Gardasil ป้องกันสายพันธุ์ HPV 6, 11, 16 และ 18 โดยครอบคลุมทั้งหูดหงอนไก่ และมะเร็ง
- Gardasil 9 ครอบคลุมได้ถึง 9 สายพันธุ์ของ HPV เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็ง และหูดมากขึ้น
คำแนะนำ ควรฉีดวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุ 9–14 ปี จำนวน 2 เข็ม และหากเริ่มฉีดตอนอายุ 15 ปีขึ้นไป จะต้องฉีด 3 เข็ม เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด โดยควรฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่ยังไม่มีการสัมผัสเชื้อมาก่อน
วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B vaccine)
ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อได้ผ่านเลือด น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งต่าง ๆ รวมถึงจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอด การติดเชื้อในระยะเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายและเรื้อรัง
ลักษณะของวัคซีน เป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ให้ภูมิคุ้มกันได้นานหลายปี (บางรายอาจตลอดชีวิต) โดยทั่วไปให้ 3 เข็ม ในช่วง 0, 1 และ 6 เดือน
คำแนะนำ คนทุกเพศทุกวัยควรได้รับวัคซีน โดยเฉพาะ
- ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนตั้งแต่เด็ก
- ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
- ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง
- ผู้ที่ต้องรับเลือดหรือทำหัตถการบ่อยครั้ง
วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A vaccine)
ไวรัสตับอักเสบเอแพร่ผ่านทางอาหาร และน้ำดื่มที่ปนเปื้อน รวมถึงจากการมีเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก โดยอาการของโรคคือไข้ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และตับอักเสบเฉียบพลัน แม้โดยมากจะหายได้เอง แต่บางกรณีอาจรุนแรงจนถึงขั้นต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ลักษณะของวัคซีน ให้ 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันได้นานกว่า 20 ปี
คำแนะนำ เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
- ผู้ที่เดินทางไปยังพื้นที่ระบาด
- ผู้ที่มีโรคตับอยู่ก่อน
- ผู้ที่อยู่ในกลุ่ม LGBTQ+ โดยเฉพาะชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย

ใครบ้างที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์?
- เยาวชนอายุ 9–26 ปี (โดยเฉพาะวัคซีน HPV)
- ผู้ที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนไวรัสตับอักเสบเอหรือบี
- ผู้มีพฤติกรรมทางเพศเสี่ยง เช่น คู่นอนหลายคน ไม่ใช้ถุงยาง
- ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM)
- ผู้ติดเชื้อ HIV หรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ
- ผู้ที่ทำงานด้านสาธารณสุข หรือมีความเสี่ยงสัมผัสเลือด
ตารางเปรียบเทียบข้อดี–ข้อควรระวังของวัคซีนโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
| วัคซีน | ข้อดี | ข้อควรระวัง |
| HPV | ป้องกันมะเร็ง และหูดหงอนไก่ได้สูงถึง 90% | ฉีดหลายเข็ม, ควรฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ |
| ไวรัสตับอักเสบบี | ป้องกันโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ, อยู่ในโปรแกรมวัคซีนพื้นฐาน | อาจต้องตรวจภูมิเดิมก่อนฉีด |
| ไวรัสตับอักเสบเอ | ป้องกันตับอักเสบเฉียบพลัน, ได้ผลดีในผู้มีพฤติกรรมเสี่ยง | ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน |
วิธีการป้องกันเพิ่มเติมนอกจากการฉีดวัคซีน
แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นวิธีการป้องกันขั้นพื้นฐาน และมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ทุกชนิด เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม หรือเชื้อ HIV การเสริมด้วยพฤติกรรมที่ปลอดภัยจึงเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันแบบรอบด้าน:
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
- ถุงยางอนามัยชาย และหญิงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ STIs ได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น HIV, หนองใน, ซิฟิลิส หรือเริม
- ถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด หรือเลือด ซึ่งเป็นพาหะของโรค
- ควรเลือกใช้ถุงยางอนามัยที่มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐาน และไม่หมดอายุ
- หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนคู่นอนบ่อย
- การมีคู่นอนหลายคนเพิ่มความเสี่ยงในการติด และแพร่เชื้อ โดยเฉพาะหากไม่มีการป้องกัน
- ควรเลือกคู่นอนที่มีความมั่นใจในสถานะสุขภาพ และสามารถเปิดเผยข้อมูลสุขภาพทางเพศต่อกันได้
- ความสัมพันธ์ที่มั่นคง และซื่อสัตย์สามารถลดโอกาสของการติดเชื้อได้อย่างมาก
- เข้ารับการตรวจสุขภาพทางเพศอย่างสม่ำเสมอ
- แนะนำให้ตรวจสุขภาพทางเพศอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือทุก 3–6 เดือนหากมีพฤติกรรมเสี่ยง
- ตรวจหาเชื้อ HIV, ซิฟิลิส, หนองใน, เริม, คลามัยเดีย และไวรัสตับอักเสบ A, B, C
- การตรวจพบเร็วจะช่วยให้สามารถรักษาได้ทันเวลา ลดภาวะแทรกซ้อน และลดโอกาสในการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
- รักษาความสะอาดของร่างกาย และอวัยวะเพศ
- ควรล้างทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำสะอาด และสบู่อ่อน
- หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ระคายเคืองหรือการสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ธรรมชาติ
ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว ชุดชั้นใน หรือของใช้ในห้องน้ำ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- การติดเชื้อเอชพีวีในผู้ชาย และผู้หญิง ใครเสี่ยงมากกว่ากัน?
- ไวรัสตับอักเสบบี โรคร้ายที่ควรรู้ก่อนสายเกินไป
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และวางแผนการฉีดวัคซีนที่เหมาะสมกับตนเอง การป้องกันตั้งแต่วันนี้จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดี และปลอดภัยในอนาคต
เอกสารอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Human Papillomavirus (HPV) Vaccines. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/teams/immunization-vaccines-and-biologicals/diseases/human-papillomavirus-vaccines-%28HPV%29
- World Health Organization (WHO). Hepatitis B. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/teams/immunization-vaccines-and-biologicals/diseases/hepatitis
- World Health Organization (WHO). Hepatitis A. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hepatitis-a
- กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. แนวทางการดำเนินงานให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบี (HB) ในบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/files/1641720210104092850.pdf
- กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย. ไวรัสตับอักเสบเอ (Hepatitis A). เว็บไซต์กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก: https://www.ddc.moph.go.th/disease_detail.php?d=12


