ไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อตับโดยตรง เชื้อไวรัสนี้สามารถทำให้เกิดการอักเสบของตับ และหากไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ภาวะตับแข็ง (Cirrhosis) มะเร็งตับ หรือภาวะตับวาย ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต โดยโรคไวรัสตับอักเสบซีมักไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองเป็นพาหะของโรค จึงเป็นสาเหตุให้เชื้อแพร่กระจายโดยไม่ตั้งใจ และกลายเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ

ไวรัสตับอักเสบซี คืออะไร?
ไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C Virus : HCV) เป็นโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัส HCV ซึ่งเป็นไวรัสที่แพร่กระจายทางเลือด และเข้าไปทำลายเซลล์ตับ ไวรัสชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่พบได้บ่อย ได้แก่ Genotype 1, 2, 3 และ 6
การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่
- ไวรัสตับอักเสบซีแบบเฉียบพลัน (Acute Hepatitis C)
- เกิดขึ้นภายใน 6 เดือนแรก หลังจากได้รับเชื้อ
- ผู้ป่วยบางรายอาจสามารถกำจัดเชื้อได้เองตามธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่ (ประมาณ 70-85%) จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง
- มักไม่มีอาการชัดเจน หรืออาจมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อ่อนเพลีย หรือดีซ่าน
- ไวรัสตับอักเสบซีแบบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis C)
- เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อออกได้
- ทำให้เกิดการอักเสบของตับอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับ
- ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเป็นเวลาหลายปี แต่ตับได้รับความเสียหายอย่างช้า ๆ
สาเหตุ และวิธีการแพร่เชื้อของไวรัสตับอักเสบซี
ไวรัสตับอักเสบซีแพร่กระจายผ่าน การสัมผัสเลือดของผู้ติดเชื้อ โดยช่องทางหลักที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อ ได้แก่
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน – พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด
- การรับเลือดที่ไม่ได้ผ่านการตรวจคัดกรอง – แม้ว่าปัจจุบันระบบการตรวจเลือดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในอดีต (ก่อนปี 1992) การรับเลือดเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ
- การสักหรือการใช้เครื่องมือที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ
- การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน – เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ หรือแปรงสีฟันที่อาจมีเลือดติดอยู่
- การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก – แม้ว่าความเสี่ยงจะต่ำ แต่สามารถเกิดขึ้นได้ระหว่างการคลอด
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน – แม้ว่าจะพบได้น้อยกว่าการแพร่เชื้อผ่านเลือดโดยตรง แต่ยังถือว่าเป็นช่องทางหนึ่งของการติดเชื้อ
อาการของไวรัสตับอักเสบซี
ในระยะเริ่มต้น (เฉียบพลัน) ผู้ป่วยส่วนใหญ่มัก ไม่มีอาการ หรือมีอาการไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม อาจมีอาการดังต่อไปนี้:
- อ่อนเพลีย เหนื่อยล้าโดยไม่มีสาเหตุ
- ปวดกล้ามเนื้อ และข้อ
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหาร
- ดีซ่าน (ตัวเหลือง ตาเหลือง)
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- มีไข้ต่ำ
ในระยะเรื้อรัง (ที่อาจกินเวลานานหลายปี) อาการมักจะปรากฏเมื่อโรคดำเนินไปจนถึงระยะที่ตับถูกทำลายมากขึ้น เช่น
- ท้องบวม ขาบวม (จากภาวะตับแข็ง)
- มีเส้นเลือดฝอยขยายตัวผิดปกติที่ผิวหนัง
- ตับวาย หรือมีภาวะตับล้มเหลว

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบซี
แพทย์จะทำการตรวจเพื่อยืนยันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี โดยใช้วิธีดังต่อไปนี้
- การตรวจเลือด (Anti-HCV Test) เป็นการตรวจหาแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบซี หากผลเป็นบวก จะต้องทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยัน
- การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (HCV RNA Test หรือ PCR Test) เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสโดยตรงเพื่อยืนยันว่ามีการติดเชื้ออยู่จริง
- การตรวจระดับเอนไซม์ตับ (Liver Function Test – LFTs) ตรวจดูค่าการทำงานของตับ เช่น ALT และ AST
- การตรวจภาพตับ (Ultrasound หรือ Fibroscan) ใช้ในการประเมินภาวะตับแข็ง และความเสียหายของตับ
การรักษาไวรัสตับอักเสบซี
ปัจจุบัน ไวรัสตับอักเสบซีสามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถกำจัดเชื้อได้ภายใน 8-12 สัปดาห์ ได้แก่
- Direct-Acting Antivirals (DAAs) เช่น Sofosbuvir, Ledipasvir, Daclatasvir และ Velpatasvir
- ยากลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูง (>95%) และมีผลข้างเคียงต่ำกว่ายาแบบเก่า
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบซี ควรเข้ารับการรักษาโดยเร็ว เพื่อลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ตับแข็ง และมะเร็งตับ
แนวทางป้องกันไวรัสตับอักเสบซี
แม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซีเหมือนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่สามารถป้องกันได้โดย:
- หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- เลือกรับบริการสักหรือเจาะจากสถานที่ที่ได้มาตรฐาน
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์
- ตรวจสุขภาพและตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีเป็นประจำ
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
ไวรัสตับอักเสบซีเป็นโรคที่ร้ายแรง แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรอง การป้องกัน และการเข้ารับการรักษาเมื่อพบการติดเชื้อเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมโรคนี้ หากคุณสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสุขภาพของคุณให้แข็งแรงต่อไป


