ตรวจเอชไอวีรู้ผลวันเดียวได้จริง ถ้าหน่วยบริการใช้ชุดตรวจแบบรวดเร็ว แต่ผลวันนั้นไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป ถ้าผลชุดแรกมีปฏิกิริยา ห้องปฏิบัติการยังต้องตรวจต่อ และบางครั้งจะได้ผลว่า “ยังสรุปผลไม่ได้” ซึ่งแนวทางของไทยกำหนดให้ตามคนคนนั้นกลับมาตรวจซ้ำอีก 2 สัปดาห์

ตรวจเอชไอวีรู้ผลวันเดียวได้จริงไหม

ได้ในหลายกรณี องค์การอนามัยโลกเขียนไว้ในหน้าข้อมูลเรื่องเอชไอวีและเอดส์ว่าเอชไอวีวินิจฉัยได้ด้วยชุดตรวจแบบรวดเร็วที่ให้ผลภายในวันเดียวกัน

ย่อหน้าเดียวกันยังเขียนต่ออีกว่าสำคัญไม่แพ้กัน องค์การอนามัยโลกเขียนต่อว่า ไม่มีการตรวจชนิดเดียวที่ให้การวินิจฉัยว่าติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นต้องมีการตรวจยืนยัน ซึ่งดำเนินการโดยบุคลากรสุขภาพหรือผู้ปฏิบัติงานในชุมชนที่มีคุณสมบัติและผ่านการอบรม “รู้ผลวันเดียว” กับ “จบเรื่องในวันเดียว” จึงเป็นคนละเรื่อง

ฝั่งเวลารอ HIV i-Base ของสหราชอาณาจักร เขียนว่าชุดตรวจแบบรวดเร็วให้ผลได้ใน 15 ถึง 60 นาที ส่วนกรณีที่ส่งตัวอย่างไปห้องปฏิบัติการอื่น ผลอาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่วันจนถึงไม่กี่สัปดาห์ และเตือนว่าคำว่า “รวดเร็ว” หมายถึงเวลาที่ใช้รอผล ไม่ใช่ระยะเวลาระหว่างการสัมผัสเชื้อกับการตรวจ ตัวเลขนี้เป็นของสหราชอาณาจักร

ผล “มีปฏิกิริยา” ยังไม่เท่ากับผลบวก

คำว่า reactive หรือ “มีปฏิกิริยา” เป็นคำของชุดตรวจกรอง ไม่ใช่คำวินิจฉัย ถ้าใช้ชุดตรวจด้วยตนเองที่บ้าน แนวทางการตรวจวินิจฉัยเอชไอวีของกรมควบคุมโรคที่ห้องปฏิบัติการไทยใช้กันอยู่เขียนว่า ผลจากชุดตรวจด้วยตนเองเป็นผลคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น กรณีที่ให้ผลมีปฏิกิริยา ต้องยืนยันด้วยการตรวจที่สถานพยาบาลอีกครั้ง แนวทางเดียวกันยังเขียนว่าการตรวจด้วยตนเองอาจให้ผลคลาดเคลื่อนได้ทั้งบวกปลอมและลบปลอม หากดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอนที่ชุดตรวจระบุไว้ รวมถึงยังมีโอกาสพบบวกปลอมและลบปลอมด้วยปัจจัยเดียวกับชุดตรวจแบบ professional use เช่น การตรวจในระยะฟักตัว ชุดตรวจแบบนี้ขอรับได้จากที่ไหน อ่านที่ ชุดตรวจเอชไอวีฟรี เข้าถึงง่าย เพิ่มโอกาสรู้สถานะสุขภาพของคุณ

ทำไมห้องปฏิบัติการต้องตรวจถึงสามชุด

แนวทางเดียวกันอธิบายว่าชุดตรวจกรองสามชุดทำหน้าที่ต่างกัน ชุดที่ 1 (A1) ต้องตรวจได้ทั้งแอนติเจนและแอนติบอดีในชุดเดียวกัน (รุ่นที่ 4) และมีความไวสูงสุด ส่วนชุดที่ 2 (A2) และชุดที่ 3 (A3) ต้องมีความจำเพาะสูงขึ้นตามลำดับ

ผลชุดตรวจกรองสามชุดกับการรายงานผล ตามตารางในแนวทางการตรวจวินิจฉัยของไทย
ผล A1 ผล A2 ผล A3 สรุปผลทางห้องปฏิบัติการ
Non Reactive ไม่ต้องตรวจต่อ ไม่ต้องตรวจต่อ ตรวจไม่พบการติดเชื้อเอชไอวี
Reactive Reactive Reactive ตรวจพบการติดเชื้อเอชไอวี
Reactive Reactive Non Reactive ยังสรุปผลไม่ได้ (Inconclusive)
Reactive Non Reactive ไม่ต้องตรวจต่อ ยังสรุปผลไม่ได้ (Inconclusive)

ช่อง “ไม่ต้องตรวจต่อ” เป็นคำของเรา ตารางต้นฉบับปล่อยช่องนั้นว่างและระบายสีเทา สองแถวนี้ทำงานคนละแบบ แถวแรกคือ A1 ไม่มีปฏิกิริยา แผนภูมิขั้นตอนการตรวจให้รายงานผลลบได้เลย ส่วนแถวสุดท้ายคือ A1 มีปฏิกิริยาแต่ A2 ไม่มี แผนภูมิเดียวกันให้ตรวจซ้ำในชุดตรวจกรอง A1 และ A2 ก่อน แล้วผลของการตรวจซ้ำจึงแยกเป็นสามทาง คือไม่มีปฏิกิริยาทั้งคู่ให้รายงานผลลบ · ยังได้ A1 มีปฏิกิริยาแต่ A2 ไม่มี จึงรายงานว่าสรุปผลไม่ได้ · และถ้ามีปฏิกิริยาทั้งคู่ ให้ไปตรวจด้วยชุดที่ 3 ต่อ แถวสุดท้ายจึงไม่ได้จบทันที

Quicky

“ยังสรุปผลไม่ได้” คืออะไร ต้องกลับมาเมื่อไร

นี่คือผลแบบที่สามที่หลายคนไม่รู้ว่ามี HIV i-Base ระบุว่าผลจากห้องปฏิบัติการรายงานได้สามแบบคือ negative, positive และ indeterminate โดย indeterminate หมายถึงผลไม่ชัดเจน ต้องตรวจซ้ำ

ฝั่งไทย แนวทางเขียนว่า กรณีที่รายงานผลว่าสรุปผลไม่ได้ ให้ติดตามผู้รับบริการมาตรวจซ้ำที่ 2 สัปดาห์ โดยทดสอบใหม่ตามลำดับขั้นตอน A1, A2 และ A3 เช่นเดิม และเขียนต่อว่าหากผลไม่มีความเปลี่ยนแปลงและยังเป็น “สรุปผลไม่ได้” เหมือนเดิม ให้สรุปผล “ยังไม่พบการติดเชื้อเอชไอวี” โดยแนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 1 เดือน ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง และกลุ่มที่ได้รับยาต้านไวรัส (ต้นฉบับยกตัวอย่างชนิดยาแล้วปิดท้ายด้วยคำว่า ฯลฯ จึงไม่ได้จำกัดเฉพาะยาชนิดใดชนิดหนึ่ง)

จุดที่ต้องบอกตามตรงคือเล่มนี้มีแผนภูมิขั้นตอนการตรวจสองแบบ และสองแบบนี้ไม่เหมือนกัน หมายเหตุใต้ตารางระบุว่าแบบแรกใช้ A1 เป็นน้ำยารุ่นที่ 4 (HIV Ag/Ab) ส่วนอีกแบบใช้ A1 เป็นน้ำยารุ่นที่ 3 (HIV Ab) และหมายเหตุใต้สองแผนภูมิยังเขียนการสรุปผลไม่เท่ากัน ของแบบแรกมีประโยคแนะนำให้ตรวจซ้ำที่ 1 เดือนต่อท้าย แต่ของอีกแบบเขียนเพียงว่าให้สรุปผลว่าตรวจไม่พบการติดเชื้อเอชไอวี ไม่มีประโยคเรื่อง 1 เดือน คำแนะนำที่คุณได้รับจึงอาจต่างกันตามแผนภูมิที่หน่วยบริการนั้นใช้ ถามได้ว่าที่นี่ใช้แผนภูมิแบบไหน

แนวทางกำหนดต่อว่า ถ้าตรวจซ้ำแล้วยังสรุปผลไม่ได้ ให้รายงานเป็น Inconclusive และสรุปผลการตรวจครั้งนี้เป็น “ตรวจไม่พบการติดเชื้อเอชไอวี” โดยต้องแนบผลทั้งสองครั้งเพื่อประกอบการพิจารณาของแพทย์ผู้รักษาต่อไป หัวข้อเดียวกันยังเขียนว่า หากประเมินว่าอาจติดเชื้ออยู่ในระยะฟักตัว ควรส่งตรวจเพิ่มด้วยวิธี HIV qualitative NAT หรือแพทย์อาจส่งตรวจหาปริมาณไวรัสในเลือด โดยระบุว่าทั้งนี้ให้อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ผู้ให้การดูแลรักษา

ภาพการเจาะเลือดตัวอย่างที่ 2 หลังพบผลบวกครั้งแรก เพื่อยืนยันตัวบุคคลและป้องกันความผิดพลาดจากการสลับตัวอย่าง ไม่ได้หมายความว่าผลแรกไม่น่าเชื่อถือ

ผลบวกครั้งแรก ทำไมถูกขอเลือดตัวอย่างที่ 2

เหตุผลคือการกันตัวอย่างสลับ ไม่ใช่เพราะผลไม่แน่ แนวทางเขียนว่า กรณีผลบวกให้รายงานผลตรวจให้กับผู้เกี่ยวข้องแล้วตรวจสอบประวัติ หากพบว่าเป็นคนที่ตรวจพบเชื้อรายใหม่หรือตรวจเป็นครั้งแรก (newly diagnosed) ควรแนะนำให้เจาะเลือดตัวอย่างที่ 2 เพื่อยืนยันตัวบุคคล โดยใช้ชุดตรวจกรองเดิมอย่างน้อย 1 วิธี คำว่าควรแนะนำเป็นคำของแนวทางเอง ไม่ใช่คำสั่งบังคับ

กล่องคำแนะนำในเล่มเดียวกันระบุเหตุผลตรง ๆ ว่าเพื่อป้องกันความผิดพลาดจากการกระทำโดยบุคคลที่อาจเกิดขึ้น ในกรณีที่ไม่มีมาตรการในการป้องกันการเจาะเลือดสลับคน การสลับตัวอย่างระหว่างขนส่งหรือขณะตรวจวิเคราะห์ หรือสลับผลการตรวจ และย้ำว่าห้องปฏิบัติการต้องรายงานผลการตรวจในตัวอย่างที่ 1 โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีตัวอย่างที่ 2

ผลลบวันนี้ สองแหล่งให้กรอบเวลาไม่เท่ากัน

ขึ้นกับว่าความเสี่ยงครั้งล่าสุดผ่านมานานแค่ไหน องค์การอนามัยโลกเขียนว่าในกรณีส่วนใหญ่ ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อเอชไอวีภายใน 28 วันหลังติดเชื้อ ช่วงก่อนหน้านั้นคือระยะฟักตัว ซึ่งระดับแอนติบอดียังต่ำจนชุดตรวจแบบรวดเร็วหลายชนิดตรวจไม่พบ แต่คนคนนั้นอาจยังถ่ายทอดเชื้อให้คนอื่นได้ ส่วน HIV i-Base เขียนว่าชุดตรวจแบบรวดเร็วเกี่ยวข้องกับระยะฟักตัว 3 เดือน สองแหล่งให้ช่วงเวลาต่างกัน คำถามที่ควรถามหน่วยบริการจึงเป็นว่าวันนี้ใช้ชุดตรวจชนิดไหน และควรกลับมาตรวจซ้ำวันไหน รายละเอียดของระยะฟักตัวอ่านต่อที่ เข้าใจระยะฟักตัวก่อนตรวจหาเชื้อเอชไอวี รู้ให้ชัด ป้องกันพลาด และทบทวนพื้นฐานก่อนไปตรวจได้ที่หน้า HIV คืออะไร? การติดต่อ อาการ การตรวจ รักษาและ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

Chat Love2Test

คำถามที่พบบ่อย

ผล “ยังสรุปผลไม่ได้” แปลว่าติดเชื้อแล้วใช่ไหม

ไม่ใช่ และยังไม่ได้แปลว่าไม่ติดด้วย ตารางสรุปผลของแนวทางจัดผลแบบนี้เป็นหมวดของตัวเอง แยกจากผลบวกและผลลบ แนวทางฯ กำหนดต่อว่าให้กลับมาตรวจซ้ำที่ 2 สัปดาห์ด้วยขั้นตอนชุดเดิม

แนวทางเขียนคำแนะนำสำหรับช่วงรอตรวจซ้ำไว้ไหม

แนวทางฯ ไม่ได้เขียนคำแนะนำสำหรับช่วงรอผลของกรณีสรุปผลไม่ได้ไว้โดยเฉพาะ ข้อความที่ใกล้เคียงที่สุดอยู่ในหัวข้อการตรวจด้วยตนเอง ซึ่งเขียนถึงกรณีผลลบว่าควรตรวจซ้ำเมื่อครบระยะเวลา และควรหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หากไม่สามารถเลี่ยงได้ก็ควรดำเนินการป้องกัน

ผลตรวจของเราจะถูกบอกใครบ้าง

แนวทางกำหนดให้หน่วยบริการต้องมีมาตรการที่ทำให้เชื่อมั่นว่าผลการตรวจจะไม่ถูกเปิดเผยไปยังผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องในการใช้ผลการตรวจนี้

สรุป

  • องค์การอนามัยโลกระบุว่าชุดตรวจแบบรวดเร็วให้ผลภายในวันเดียวกันได้
  • แต่ไม่มีการตรวจชนิดเดียวที่วินิจฉัยได้สมบูรณ์ ต้องมีการตรวจยืนยันเสมอ
  • ผลมีปฏิกิริยาจากชุดแรกยังไม่ใช่ผลบวก แนวทางไทยให้ตรวจต่อด้วยชุดที่ 2 และ 3
  • ผล “ยังสรุปผลไม่ได้” คือผลแบบที่สาม แนวทางไทยให้กลับมาตรวจซ้ำที่ 2 สัปดาห์
  • ถูกขอเลือดตัวอย่างที่ 2 เป็นการกันการสลับคนและสลับตัวอย่าง
  • สิ่งที่ควรทำต่อ คือถามหน่วยบริการว่าจะรู้ผลเมื่อไร และนัดตรวจซ้ำวันไหน

บทความนี้อ้างแนวทางของไทยฉบับที่ใช้อยู่ตอนเขียน ซึ่งอาจมีฉบับใหม่ได้ คำแนะนำรายบุคคลต้องมาจากแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลคุณ

แหล่งอ้างอิง