ตรวจเอชไอวีจากน้ำลายได้ ไม่ได้แปลว่าน้ำลายแพร่เชื้อ ชุดตรวจด้วยตนเองแบบนี้ใช้สิ่งที่แนวทางของไทยเรียกว่า "น้ำในช่องปาก" ซึ่งเก็บด้วยการป้ายที่เหงือก แล้วตรวจหาแอนติบอดี (ภูมิต้านทานที่ร่างกายสร้างขึ้นหลังติดเชื้อ) ผู้ผลิตชุดตรวจ OraQuick ตอบคำถามนี้ไว้ตรง ๆ ว่าชุดของบริษัทไม่ได้ตรวจหาตัวเชื้อ ส่วนแนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าน้ำลายที่ไม่มีเลือดปนเปื้อนให้เห็น โดยทั่วไปมีเชื้อไม่มากพอจะถ่ายทอดเอชไอวี
ตรวจเอชไอวีจากน้ำลาย ชุดตรวจหาอะไรในน้ำในช่องปาก
แนวทางการจัดบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเองของกรมควบคุมโรค ฉบับที่ลงเว็บเมื่อพฤศจิกายน 2565 เขียนว่าชุดตรวจด้วยตนเองมีสองชนิดหลัก คือแบบเก็บน้ำในช่องปาก กับแบบใช้เลือด และเป็นการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ หรือโปรตีนชนิดหนึ่งของเชื้อที่เรียกว่า p24 ในตัวอย่าง เกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขที่เล่มนี้ยกมา เรียกชุดแบบแรกว่าชุดที่ตรวจหาแอนติบอดีจากน้ำในช่องปาก
เล่มเดียวกันเขียนว่า ณ เดือนตุลาคม 2565 ชุดตรวจด้วยตนเองที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีสามยี่ห้อ หนึ่งในนั้นคือ OraQuick ของบริษัทในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแบบน้ำในช่องปาก หน้าคำถามที่พบบ่อยของผู้ผลิตเขียนว่าชุดนี้ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีชนิดที่ 1 และ 2 โดยให้ป้ายเหงือกบนและล่างทั้งซ้ายและขวา ข้างละครั้งเดียว
ผู้ผลิตอธิบายว่า แอนติบอดีเป็นสิ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันสร้างขึ้นเมื่อเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย แอนติบอดีชนิดนี้กำจัดเชื้อไม่ได้ แต่ใช้บอกได้ว่ามีเชื้อในร่างกาย
ตรวจได้จากน้ำในช่องปาก แล้วน้ำลายแพร่เชื้อได้ไหม
หน้าคำถามที่พบบ่อยของ OraQuick มีข้อที่ถามว่า ชุดตรวจใช้น้ำในช่องปากได้อย่างไร ในเมื่อเอชไอวีถ่ายทอดทางน้ำลายไม่ได้ ผู้ผลิตตอบโดยอ้างศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) และงานศึกษาหลายชิ้นว่า การแพร่เชื้อเอชไอวีไม่เกิดผ่านน้ำลาย และเขียนต่อว่าชุดของบริษัทตรวจหาแอนติบอดีที่ร่างกายสร้างขึ้นเมื่อติดเชื้อ ไม่ได้ตรวจหาตัวเชื้อ
ฝั่งไทย แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ของกรมควบคุมโรค เขียนไว้ในส่วนเรื่องการป้องกันหลังสัมผัสเชื้อว่า สารคัดหลั่งที่ทำให้ติดเชื้อได้ ได้แก่ น้ำอสุจิ สารคัดหลั่งในช่องคลอด และของเหลวในร่างกายอีกหลายชนิด เช่น น้ำไขสันหลังและน้ำคร่ำ ส่วนน้ำมูก น้ำลาย น้ำตา เหงื่อ เสมหะ อาเจียน อุจจาระ และปัสสาวะ โดยทั่วไปถ้าไม่มีเลือดปนเปื้อนที่มองเห็นได้ ถือว่ามีเชื้อไม่มากพอจะถ่ายทอดเอชไอวีไปสู่ผู้สัมผัส

หน้าข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลก (WHO) ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 เขียนว่าเอชไอวีถ่ายทอดผ่านของเหลวในร่างกายของผู้มีเชื้อ เช่น เลือด น้ำนมแม่ น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งในช่องคลอด และคนไม่ติดเชื้อจากการสัมผัสกันในชีวิตประจำวัน เช่น การจูบ การกอด หรือการจับมือ
จูบแบบไหนที่แนวทางของไทยเขียนว่าอาจมีความเสี่ยง
แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 มีตารางให้ผู้ให้บริการใช้พิจารณาการให้เป๊ป (ยาต้านไวรัสที่ใช้ป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ) ตามชนิดของการสัมผัส ตารางนี้จัดการจูบแบบปิดปากไว้ในกลุ่มการสัมผัสที่ไม่มีความเสี่ยง แต่เขียนกำกับไว้ว่าอาจมีความเสี่ยงในกรณีที่เป็นการจูบแบบเปิดปาก และมีแผลในปากหรือมีเลือดออกจากเหงือก
ตารางนี้เขียนไว้ให้ผู้ให้บริการใช้ประเมิน ไม่ได้มีไว้ให้ผู้อ่านตัดสินเองว่าไม่ต้องไปพบแพทย์ ถ้ามีแผลในปาก มีเลือดออก หรือคุณไม่แน่ใจหรือกังวล ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์หรือคลินิกโดยเร็วที่สุด ถ้าแพทย์เห็นว่าควรได้รับเป๊ป แนวทางของไทยให้เริ่มโดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส ถ้าเลย 72 ชั่วโมงแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ เพราะแนวทางให้พิจารณาการให้เป๊ปเป็นราย ๆ ไป
ผลจากชุดตรวจน้ำในช่องปาก ต้องไปต่อที่ไหน
แนวทางการตรวจเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบของไทยปี 2568 เขียนว่า ผลจากชุดตรวจด้วยตนเองเป็นผลการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าผลมีปฏิกิริยา ต้องไปตรวจยืนยันที่สถานพยาบาลอีกครั้ง และถ้าผลยืนยันเป็นบวก แนวทางแนะนำให้เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบดูแลรักษา ส่วนหน้าคำถามที่พบบ่อยของ OraQuick เขียนว่า ผลตรวจแอนติบอดีที่เป็นบวกต้องตามด้วยการตรวจครั้งที่สองกับผู้ให้บริการสุขภาพทุกครั้ง เพื่อยืนยันผล
ถ้าผลไม่มีปฏิกิริยา แนวทางปี 2568 เขียนว่ายังไม่ได้ตัดโอกาสที่จะมีเชื้อ เพราะอาจตรวจอยู่ในระยะฟักตัว ให้ตรวจซ้ำเมื่อครบระยะเวลา และแนะนำให้เชื่อมต่อบริการป้องกันเอชไอวี กับตรวจซ้ำถ้ายังมีความเสี่ยงต่อเนื่องหรือเพิ่งมีความเสี่ยงมาไม่นาน อ่านเรื่องช่วงเวลานี้เพิ่มได้ที่ เข้าใจระยะฟักตัวก่อนตรวจหาเชื้อเอชไอวี ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมบางคนต้องกลับไปตรวจอีกครั้ง อ่านได้ที่ ตรวจเอชไอวีรู้ผลวันเดียวไหม ทำไมบางคนต้องกลับมา
คำถามที่พบบ่อย
ใช้แก้วน้ำหรือช้อนร่วมกับผู้มีเชื้อเอชไอวี ติดเชื้อไหม
ไม่ติด หน้าเรื่องเอชไอวีของ NHS สหราชอาณาจักร เขียนว่าการใช้อาหาร เครื่องดื่ม หรือของใช้ในบ้านอย่างแก้วและช้อนส้อมร่วมกัน ไม่ทำให้ติดเอชไอวี

มีเลือดออกตามไรฟันแล้วจูบกัน ต่างจากจูบทั่วไปไหม
ต่างกันได้ แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าการจูบแบบเปิดปากที่มีแผลในปากหรือมีเลือดออกจากเหงือกอาจมีความเสี่ยง และข้อที่ว่าน้ำลายโดยทั่วไปมีเชื้อไม่มากพอ ใช้กับกรณีที่ไม่มีเลือดปนเปื้อนที่มองเห็นได้ ถ้าไม่แน่ใจหรือกังวล ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์หรือคลินิกโดยเร็วที่สุดและให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน เพราะถ้าแพทย์เห็นว่าควรได้รับเป๊ป แนวทางเดียวกันให้เริ่มโดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
ก่อนตรวจด้วยน้ำในช่องปาก ต้องงดกินหรือแปรงฟันไหม
สำหรับชุด OraQuick ผู้ผลิตไล่สาเหตุที่อาจทำให้ผลบวกปลอมไว้ เช่น ไม่รอ 15 นาทีหลังกินหรือดื่ม ไม่รอ 30 นาทีหลังใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากก่อนตรวจ และป้ายเหงือกซ้ำหลายครั้ง แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 เขียนว่าการตรวจด้วยตนเองอาจให้ผลคลาดเคลื่อนได้ทั้งบวกปลอมและลบปลอม ถ้าทำไม่ตรงตามขั้นตอนที่ชุดตรวจระบุ ผู้เขียนแนะนำให้อ่านเอกสารกำกับภาษาไทยของชุดที่ใช้ให้ครบก่อนเริ่ม
ใส่ฟันปลอมหรือจัดฟัน ใช้ชุดตรวจแบบนี้ได้ไหม
ผู้ผลิต OraQuick เขียนว่าผู้ที่จัดฟันหรือใส่รีเทนเนอร์ใช้ชุดของบริษัทได้ ส่วนผู้ที่ใส่ฟันปลอมซึ่งคลุมเหงือก ให้ถอดออก ล้างกาวที่เหลือบนเหงือก และรอ 30 นาทีก่อนตรวจ ชุดยี่ห้ออื่นให้ดูเอกสารกำกับของชุดนั้น
กินยาต้านเอชไอวีอยู่ ใช้ชุดตรวจจากน้ำในช่องปากเช็กผลได้ไหม
แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 ไม่แนะนำให้ผู้มีเชื้อเอชไอวีที่รู้สถานะและรักษาด้วยยาต้านไวรัสอยู่ใช้ชุดตรวจด้วยตนเอง เพราะมีโอกาสเกิดผลลบปลอม แล้วนำไปสู่ความเข้าใจผิดว่าหายจากการติดเชื้อแล้ว ถ้าตรวจไปแล้วได้ผลลบ ผู้เขียนแนะนำว่าอย่าหยุดยาเอง ให้นำผลไปคุยกับแพทย์ที่ดูแลการรักษา
สรุป
- ชุดตรวจด้วยตนเองแบบน้ำในช่องปากตรวจหาแอนติบอดี ตามแนวทางของกรมควบคุมโรค และผู้ผลิต OraQuick เขียนว่าชุดของบริษัทไม่ได้ตรวจหาตัวเชื้อ
- แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าน้ำลายที่ไม่มีเลือดปนเปื้อนให้เห็น โดยทั่วไปมีเชื้อไม่มากพอจะถ่ายทอดเอชไอวี ส่วน WHO เขียนว่าการสัมผัสในชีวิตประจำวันอย่างการจูบไม่ทำให้ติดเชื้อ
- แนวทางของไทยฉบับเดียวกันเขียนว่าการจูบแบบเปิดปากที่มีแผลในปากหรือเลือดออกจากเหงือกอาจมีความเสี่ยง ถ้ามีกรณีนี้ ไม่แน่ใจ หรือกังวล ให้ไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ถ้าแพทย์ให้เป๊ป ต้องเริ่มโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัส และถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
- ตามแนวทางการตรวจของไทยปี 2568 ผลจากชุดตรวจด้วยตนเองเป็นผลคัดกรองเบื้องต้น ผลมีปฏิกิริยาต้องไปตรวจยืนยันที่สถานพยาบาล และผลไม่มีปฏิกิริยาอาจเป็นเพราะตรวจในระยะฟักตัว ให้ตรวจซ้ำเมื่อครบระยะเวลา
อ่านเรื่องการติดต่อ อาการ การตรวจ และการรักษาเพิ่มได้ที่หน้า HIV คืออะไร? การติดต่อ อาการ การตรวจ รักษาและ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการจัดบริการตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง ประเทศไทย กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค (ลงเว็บพฤศจิกายน 2565)
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 กองโรคเอดส์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรมควบคุมโรค (ไฟล์บนเว็บ neoscreen.go.th)
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค
- HIV and AIDS หน้าข้อเท็จจริงขององค์การอนามัยโลก
- HIV and AIDS ระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS)
- FAQs หน้าคำถามที่พบบ่อยของชุดตรวจ OraQuick HIV Self-Test


