เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ติดเอชไอวีง่ายขึ้นจริงไหม คำตอบคือจริง แนวทางเอชไอวีของกรมควบคุมโรค ปี 2564/2565 เขียนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีได้ด้วยหลายปัจจัย โรคที่ทำให้อวัยวะเพศอักเสบ เช่น หนองใน หนองในเทียม และพยาธิช่องคลอด เพิ่มโอกาสติดเชื้อเอชไอวี 2–5 เท่า ส่วนโรคที่ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ เช่น เริม ซิฟิลิส และแผลริมอ่อน เพิ่มโอกาส 3–11 เท่า

ข่าวดีคือหลายโรครักษาหายได้ และเล่มเดียวกันเขียนว่าการดูแลรักษาและป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นแนวทางหลักของการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวี ถ้าเพิ่งมีเหตุเสี่ยงต่อเอชไอวี ให้ไปพบแพทย์เรื่องยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อหรือเป๊ป (PEP) โดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ติดเอชไอวีง่ายขึ้นแค่ไหน ตามแนวทางไทย

แนวทางไทยปี 2564/2565 แยกโรคออกเป็นสองแบบ ตามสิ่งที่โรคทำกับอวัยวะเพศ

  • โรคที่ทำให้อวัยวะเพศอักเสบ เช่น หนองใน หนองในเทียม และพยาธิช่องคลอด แนวทางเขียนว่าเพิ่มโอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูงขึ้น 2–5 เท่า
  • โรคที่ทำให้เกิดแผลที่อวัยวะเพศ เช่น เริม ซิฟิลิส และแผลริมอ่อน แนวทางเขียนว่าเพิ่มโอกาสสูงขึ้น 3–11 เท่า และยังทำให้โรคแพร่ต่อไปมากขึ้น

เล่มเดียวกันมีตารางโอกาสติดเชื้อเอชไอวีต่อครั้งเมื่อสัมผัสกับแหล่งที่มีเชื้อ และนับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงในตารางนั้น

เล่มเดียวกันสรุปว่าการดูแลรักษา ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นมาตรการที่คุ้มทุนสูง และเป็นนโยบายสำคัญของการป้องกันเอชไอวีทั้งในไทยและระดับนานาชาติ

ฝั่งองค์การอนามัยโลก หน้าข้อเท็จจริงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฉบับวันที่ 10 กันยายน 2568 เขียนว่าโรคอย่างเริม หนองใน และซิฟิลิส เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีได้

ผู้เขียนขอย้ำว่าตัวเลขเท่าเป็นการเทียบโอกาส ไม่ได้บอกว่าใครจะติดหรือไม่ และแนะนำให้ใช้เป็นเหตุผลที่จะไปตรวจและรักษาให้ครบ

ไม่มีหนอง ไม่มีแผล ก็ยังมีโรคได้

ไม่มีหนองหรือแผลไม่ได้แปลว่าไม่มีโรค แนวทางไทยปี 2564/2565 เขียนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ โดยเฉพาะหนองในและหนองในเทียมที่ช่องคอและช่องทวารหนัก รวมถึงซิฟิลิส องค์การอนามัยโลกเขียนว่าทั่วโลกมีการติดเชื้อที่รักษาหายได้วันละกว่า 1 ล้านครั้งในคนอายุ 15–49 ปี และส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

ภาพประกอบ: เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ติดเอชไอวีง่ายขึ้นจริงไหม (2/3)

แนวทางไทยจึงให้คัดกรองอย่างสม่ำเสมอในคนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อ ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ ตรวจทุกช่องทางที่ใช้มีเพศสัมพันธ์ เช่น ช่องคอ อวัยวะเพศ และทวารหนัก และใช้วิธีตรวจที่มีความไวสูง

ใครที่ยังสงสัยว่าไม่มีอาการแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเชื้อเอชไอวีไหม อ่านต่อได้ที่ เอชไอวีไม่มีอาการ รู้ได้อย่างไรว่ามีเชื้อ

Quicky

ไปตรวจหนองในหรือซิฟิลิส ทำไมเจ้าหน้าที่เสนอตรวจเอชไอวีด้วย

แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรค พ.ศ. 2567 ให้เจ้าหน้าที่เสนอตรวจเอชไอวีแก่คนที่มาตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยให้การปรึกษาก่อนและหลังตรวจ และการตรวจขึ้นกับความสมัครใจ แนวทางให้เหตุผลว่าคนที่มาตรวจโรคเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี และให้เสนอตรวจซ้ำทุก 3–6 เดือน ถ้ายังมีโอกาสสัมผัสเชื้อ

เล่มเดียวกันยังให้เจ้าหน้าที่ประเมินและเสนอยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อหรือเพร็พ (PrEP) ให้คนที่ผลตรวจเอชไอวีเป็นลบ และมีข้อบ่งใช้ข้อใดข้อหนึ่งในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา การมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน หรือซิฟิลิส เป็นข้อหนึ่งในนั้น และอีกข้อคือต้องการรับเพร็พ เพร็พรับจากหน่วยบริการ และการจะเริ่มหรือไม่ให้คุยกับเจ้าหน้าที่ก่อน

ในการให้ความรู้หลังตรวจ แนวทางปี 2567 ให้เจ้าหน้าที่อธิบายเรื่องต่าง ๆ เช่น โรคที่เป็นอยู่ ช่องทางติดต่อ ความจำเป็นของการรักษาให้ครบรวมถึงการรักษาคู่ และโอกาสที่จะติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่นด้วย

รักษาให้หาย และกันไม่ให้ติดซ้ำ

องค์การอนามัยโลกเขียนว่าซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม และพยาธิช่องคลอด โดยทั่วไปรักษาให้หายได้ด้วยยาที่มีอยู่ ส่วนเริมและเอชไอวี ยาต้านไวรัสช่วยคุมโรคได้แต่ไม่ทำให้หายขาด ยาตัวไหนแพทย์เป็นผู้เลือก ผู้เขียนแนะนำให้รักษาจนครบ และอย่าซื้อยากินเอง

แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ปี 2567 ให้เจ้าหน้าที่แนะนำว่าระหว่างรักษาให้งดมีเพศสัมพันธ์และงดสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ถ้างดไม่ได้ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งและทุกช่องทาง องค์การอนามัยโลกเขียนด้วยว่าการรักษาคู่เพศสัมพันธ์เป็นส่วนสำคัญของการตัดวงจรและป้องกันการติดซ้ำ

เรื่องถุงยางอนามัย องค์การอนามัยโลกเขียนว่าเมื่อใช้ถูกวิธีและสม่ำเสมอ เป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดวิธีหนึ่ง รวมถึงเอชไอวี แต่ไม่ได้กันโรคที่ทำให้เกิดแผลนอกอวัยวะเพศ ได้แก่ ซิฟิลิสหรือเริม และเขียนว่ามีวัคซีนที่ปลอดภัยและได้ผลสูงสำหรับโรคจากไวรัสสองโรค คือ ไวรัสตับอักเสบบี และเอชพีวี (HPV)

ภาพประกอบ: เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ติดเอชไอวีง่ายขึ้นจริงไหม (3/3)

ส่วนคำถามว่ายาปฏิชีวนะช่วยเรื่องเอชไอวีด้วยไหม อ่านต่อได้ที่ ยาปฏิชีวนะกับเอชไอวี กินแล้วรักษาได้ไหม

Chat Love2Test

คำถามที่พบบ่อย

ตอนนี้มีแผลที่อวัยวะเพศ ควรทำอย่างไร

ให้ไปตรวจที่สถานพยาบาลหรือคลินิกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แผนผังเรื่องแผลที่อวัยวะเพศและทวารหนักในแนวทางไทยปี 2567 ให้เจ้าหน้าที่ประเมินลักษณะแผลและส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ และหัวข้อรายโรคของเล่มเดียวกันแนะนำให้ตรวจคัดกรองเอชไอวีในผู้มารับบริการทุกราย บทความนี้ไม่ได้บอกว่าแผลแบบไหนเป็นโรคอะไร การวินิจฉัยเป็นงานของแพทย์

รักษาหายแล้ว ยังต้องนัดตรวจซ้ำไหม

ควรกลับไปตามนัด แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทยปี 2567 ให้นัดผู้ที่ตรวจพบโรคทุกรายกลับมาติดตามผลการรักษา และนัดตรวจเลือดครั้งต่อไป เพราะอาจยังอยู่ในช่วงที่ตรวจไม่พบการติดเชื้อ ถ้ายังมีโอกาสสัมผัสเชื้อ ให้เสนอตรวจเอชไอวีและซิฟิลิสทุก 3–6 เดือน ส่วนหลังรักษาหายแล้วโอกาสติดเชื้อเอชไอวีกลับไปเท่าเดิมหรือไม่ ผู้เขียนไม่พบคำตอบในแหล่งที่เปิดอ่าน

นัดเดียว ตรวจเอชไอวีพร้อมโรคอื่นได้ไหม

แนวทางไทยปี 2567 วางการเสนอตรวจเอชไอวีไว้ในบริการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และแนะนำให้ตรวจโรคอื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ไวรัสตับอักเสบบีในคนที่ไม่เคยตรวจหรือยังไม่มีภูมิ และไวรัสตับอักเสบซี การตรวจเอชไอวียังขึ้นกับความสมัครใจ ส่วนหน่วยบริการแต่ละแห่งตรวจอะไรได้ในนัดเดียว ให้ถามก่อนไป

กินเพร็พอยู่ กันหนองในหรือซิฟิลิสได้ด้วยไหม

ไม่ แนวทางเพร็พของไทยปี 2568 ยกตัวอย่างคำพูดของผู้ให้การปรึกษาไว้ว่า เพร็พช่วยป้องกันได้เฉพาะเอชไอวี ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ถ้าต้องการป้องกันโรคเหล่านี้ ต้องตรวจคัดกรองสม่ำเสมอและใช้ถุงยางอนามัย และบางโรคมีวัคซีนหรือใช้ doxy PEP ป้องกันได้ เล่มเดียวกันอธิบาย doxy PEP ว่าเป็นการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันซิฟิลิสและคลามิเดีย ผู้เขียนแนะนำให้ปรึกษาคลินิกก่อนใช้

มีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว แล้วเป็นหนองในหรือซิฟิลิสด้วย ต้องทำอะไร

แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของไทยปี 2567 เขียนว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีที่เป็นหนองในหรือซิฟิลิสให้รักษาเหมือนผู้ที่ไม่มีเชื้อ และตารางนัดตรวจเลือดติดตามหลังรักษาซิฟิลิสของผู้มีเชื้อถี่กว่า แนวทางไทยปี 2564/2565 เขียนด้วยว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แม้ไม่มีอาการ เพิ่มปริมาณเชื้อเอชไอวีที่ออกมาในสารคัดหลั่งได้ และเมื่อรักษาโรคเหล่านี้แล้วปริมาณนั้นลดลง ผู้เขียนแนะนำให้บอกคลินิกที่ดูแลเรื่องเอชไอวี รักษาให้ครบ และอย่าหยุดยาต้านไวรัสเอง

สรุป

  • แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 เขียนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ทำให้อักเสบ เช่น หนองใน เพิ่มโอกาสติดเชื้อเอชไอวี 2–5 เท่า และโรคที่ทำให้เกิดแผล เช่น ซิฟิลิส เพิ่มโอกาส 3–11 เท่า
  • โรคเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แนวทางไทยจึงให้คัดกรองสม่ำเสมอในคนที่มีโอกาสสัมผัสเชื้อ
  • แนวทางโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ปี 2567 ให้เสนอตรวจเอชไอวีแก่คนที่มาตรวจโรคเหล่านี้ และประเมินเรื่องเพร็พ
  • เพิ่งมีเหตุเสี่ยง ให้ไปพบแพทย์เรื่องเป๊ปโดยเร็วที่สุด ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์

อ่านต่อได้ที่หน้า HIV คืออะไร? การติดต่อ อาการ การตรวจ รักษาและ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ

แหล่งอ้างอิง