HIV กับ HPV ชื่อคล้ายกัน ต่างกันอย่างไร คำตอบสั้น ๆ คือเป็นไวรัสคนละชนิด ทำให้เกิดโรคต่างกัน ร่างกายรับมือต่างกัน ตรวจคนละแบบ และ HPV มีวัคซีนป้องกัน HIV หรือเอชไอวี ย่อมาจาก Human Immunodeficiency Virus แนวทางการตรวจเอชไอวีปี 2568 ของกรมควบคุมโรคอธิบายว่าเป็นไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเซลล์ภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า CD4 และถ้าไม่ได้รักษาจะพัฒนาไปเป็นเอดส์
ส่วน HPV หรือเอชพีวี ย่อมาจาก Human Papillomavirus องค์การอนามัยโลกเขียนว่าเป็นชื่อกลุ่มของไวรัส 200 ชนิดที่รู้จัก ในคนส่วนใหญ่ไม่ก่อปัญหา แต่บางชนิดทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศหรือมะเร็งได้
HIV กับ HPV ชื่อคล้ายกัน แต่เป็นไวรัสคนละชนิด
สองไวรัสนี้ทำร้ายร่างกายคนละแบบ แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าเมื่อเอชไอวีทำลายเซลล์ CD4 ร่างกายจะเสี่ยงติดเชื้อและเป็นโรคที่ปกติร่างกายต่อสู้ได้ ถ้าไม่ได้รักษา จะเข้าสู่เอดส์ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อ องค์การอนามัยโลกยกตัวอย่างโรคที่ป่วยง่ายขึ้น เช่น วัณโรค การติดเชื้ออื่น และมะเร็งบางชนิด
ส่วน HPV องค์การอนามัยโลกเขียนว่าการติดเชื้อบางครั้งทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศ ซึ่งเป็นตุ่มเล็ก ๆ ผิวขรุขระที่ช่องคลอด อวัยวะเพศชาย หรือทวารหนัก บางครั้งทำให้เซลล์เปลี่ยนไปผิดปกติจนกลายเป็นมะเร็งได้ คำแนะนำวัคซีนของกรมควบคุมโรคปี 2569 ยกตัวอย่างโรคจาก HPV ไว้ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ และเขียนว่าก่อโรคได้ทั้งในเพศหญิงและชาย
องค์การอนามัยโลกเขียนด้วยว่า HPV เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย เกือบทุกคนที่มีเพศสัมพันธ์จะติด HPV สักครั้งในชีวิต และมักไม่มีอาการ เรื่องเอชไอวีที่ไม่มีอาการ อ่านต่อได้ที่ เอชไอวีไม่มีอาการ รู้ได้อย่างไรว่ามีเชื้อ
ติดต่อผ่านทางไหน และถุงยางช่วยได้แค่ไหน
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าเอชไอวีติดต่อผ่านของเหลวในร่างกายของผู้มีเชื้อ ได้แก่ เลือด น้ำนม น้ำอสุจิ และสารคัดหลั่งในช่องคลอด และถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกระหว่างตั้งครรภ์และคลอดได้ แต่ไม่ติดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น จูบ กอด จับมือ หรือใช้ของส่วนตัว อาหาร และน้ำร่วมกัน องค์การเดียวกันเขียนว่าผู้มีเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านจนตรวจไม่พบไวรัส จะไม่ถ่ายทอดเอชไอวีให้คู่ทางเพศสัมพันธ์
ส่วน HPV องค์การอนามัยโลกเขียนว่าเป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และมีผลได้ทั้งกับผิวหนัง บริเวณอวัยวะเพศ และลำคอ ถุงยางอนามัยช่วยป้องกัน HPV ได้ แต่ป้องกันไม่ได้ทั้งหมด เพราะถุงยางไม่ได้คลุมผิวบริเวณอวัยวะเพศทั้งหมด สำหรับเอชไอวี องค์การเดียวกันเขียนว่าการใช้ถุงยางอนามัยระหว่างมีเพศสัมพันธ์ช่วยลดความเสี่ยงได้

ร่างกายรับมือต่างกัน เอชไอวีต้องรักษาด้วยยา HPV ส่วนใหญ่หายเอง
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าเอชไอวียังรักษาไม่หายขาด แต่รักษาด้วยยาต้านไวรัสที่หยุดไม่ให้ไวรัสเพิ่มจำนวนได้ ทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น และผู้มีเชื้อมีชีวิตยืนยาวและแข็งแรงได้
สำหรับ HPV องค์การอนามัยโลกเขียนว่าร้อยละ 90 ของคนที่ติด HPV ร่างกายควบคุมการติดเชื้อได้เอง และภูมิคุ้มกันมักกำจัด HPV ได้ภายในหนึ่งถึงสองปี ส่วนการติด HPV ชนิดเสี่ยงสูงแบบต่อเนื่องเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก และเกี่ยวข้องกับมะเร็งที่ปากช่องคลอด ช่องคลอด ช่องปากหรือลำคอ อวัยวะเพศชาย และทวารหนัก องค์การเดียวกันเขียนว่าตอนนี้ยังไม่มีวิธีรักษาการติดเชื้อ HPV มีแต่การรักษาหูด รอยโรคก่อนเป็นมะเร็ง และมะเร็ง
องค์การอนามัยโลกเขียนด้วยว่ามะเร็งปากมดลูกมักเกิดหลังติด HPV 15–20 ปี ช่วงเซลล์ปากมดลูกเริ่มผิดปกติส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาการของมะเร็งปากมดลูกอาจเป็นเลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ หรือตกขาวมีกลิ่นเหม็น ซึ่งอาจมาจากโรคอื่นก็ได้ องค์การเดียวกันแนะนำให้คนที่มีอาการเหล่านี้ไปคุยกับผู้ให้บริการสุขภาพ
ตรวจหาคนละแบบ และ HPV มีวัคซีนป้องกัน
แนวทางการตรวจปี 2568 เขียนว่าการตรวจเอชไอวีต้องทำด้วยความสมัครใจ และมีการให้การปรึกษาก่อนและหลังตรวจ เล่มเดียวกันเขียนว่าการตรวจเอชไอวีมีหลายวิธี ขึ้นกับระยะของการติดเชื้อ เช่น ตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อ ตรวจแอนติเจน และตรวจแอนติบอดี และถ้าตรวจด้วยตนเองแล้วผลมีปฏิกิริยา ต้องไปตรวจยืนยันที่สถานพยาบาลอีกครั้ง ส่วน HPV องค์การอนามัยโลกเขียนว่าการตรวจหา HPV ในเซลล์จากปากมดลูกใช้คัดกรองมะเร็งปากมดลูก
เรื่องการป้องกัน คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิตสำหรับประชาชน ปี 2569 ของกรมควบคุมโรค แนะนำวัคซีน HPV ในวัยรุ่นหญิงและชายอายุ 9–26 ปี โดยเน้นฉีดตั้งแต่อายุ 11–12 ปี ถ้ามีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังฉีดได้ ส่วนคนอายุ 27 ปีขึ้นไป ให้ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาเป็นราย ๆ ไป และไม่แนะนำในบางกรณี เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้เขียนแนะนำให้ถามแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ว่าควรฉีดหรือไม่
องค์การอนามัยโลกเขียนว่าวัคซีนนี้ไม่มีไวรัสที่มีชีวิตหรือดีเอ็นเอของไวรัส จึงไม่ทำให้เกิดมะเร็งหรือโรคอื่นจาก HPV และไม่ได้ใช้รักษาการติดเชื้อที่มีอยู่แล้ว
ส่วนเอชไอวี องค์การอนามัยโลกยกวิธีลดความเสี่ยงไว้ เช่น ใช้ถุงยางอนามัย ตรวจเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และใช้ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อหรือเพร็พ (PrEP) ซึ่งควรปรึกษาผู้ให้บริการก่อนใช้ เรื่อง HPV ในผู้ชายและผู้หญิง อ่านต่อได้ที่ การติดเชื้อเอชพีวีในผู้ชาย และผู้หญิง ใครเสี่ยงมากกว่ากัน?

คำถามที่พบบ่อย
มี HPV แปลว่ามีเอชไอวีด้วยไหม
ไม่ได้แปลอย่างนั้น ทั้งสองเป็นไวรัสคนละชนิดและตรวจคนละแบบ ผลของตัวหนึ่งบอกอีกตัวไม่ได้ ถ้าอยากรู้สถานะเอชไอวี ต้องตรวจเอชไอวี
ตรวจเลือดหาเอชไอวีแล้ว รู้ผล HPV ด้วยไหม
ไม่รู้ แนวทางการตรวจปี 2568 ของไทยครอบคลุมการตรวจเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบีกับซี ส่วนการคัดกรอง HPV ที่องค์การอนามัยโลกเล่า คือการตรวจหา HPV ในเซลล์จากปากมดลูก
ผู้ชายตรวจหา HPV ได้ไหม
องค์การอนามัยโลกเล่าการตรวจหา HPV ไว้ในเรื่องการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งใช้กับคนที่มีปากมดลูก รวมถึงผู้ชายข้ามเพศที่ยังมีปากมดลูก ผู้เขียนไม่พบการตรวจหา HPV สำหรับผู้ชายที่ไม่มีปากมดลูกในแหล่งที่เปิดอ่าน ส่วนผู้มีเชื้อเอชไอวีที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ใส่การตรวจเซลล์จากทวารหนัก (Anal Pap) ไว้ในรายการตรวจ ให้ถามคลินิกที่ดูแล ถ้าพบตุ่มหรือหูดที่อวัยวะเพศหรือทวารหนัก ผู้เขียนแนะนำให้ไปพบแพทย์
ถ้ามีเชื้อเอชไอวีอยู่แล้ว ต้องใส่ใจ HPV มากขึ้นไหม
แนวทางเอชไอวีของไทยปี 2564/2565 ใส่การตรวจแปปสเมียร์จากปากมดลูกไว้ในรายการตรวจของผู้มีเชื้อ และแนะนำวัคซีน HPV ในผู้มีเชื้อเอชไอวีทั้งหญิงและชายอายุ 9–26 ปี โดยในผู้ชายเน้นชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ในผู้หญิงที่อายุเกิน 26 ปีอาจพิจารณาให้ และห้ามให้ในหญิงตั้งครรภ์ ส่วนองค์การอนามัยโลกเขียนว่าพบ HPV ในผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีและคนที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องมากกว่าคนทั่วไป และแนะนำให้ผู้หญิงที่มีเชื้อเอชไอวีเริ่มคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเร็วกว่าและถี่กว่าผู้หญิงทั่วไป ผู้เขียนแนะนำให้ปรึกษาคลินิกที่ดูแล
ฉีดวัคซีน HPV แล้ว ป้องกันเอชไอวีได้ด้วยไหม
แหล่งที่ผู้เขียนเปิดอ่านเขียนถึงวัคซีน HPV ว่าใช้ป้องกันการติด HPV และมะเร็งที่เกิดจาก HPV ผู้เขียนไม่พบเล่มไหนเขียนว่าวัคซีนนี้ป้องกันเอชไอวีได้ วิธีลดความเสี่ยงเอชไอวีที่องค์การอนามัยโลกยกไว้ เช่น ถุงยางอนามัย การตรวจ และเพร็พ
สรุป
- HIV กับ HPV เป็นไวรัสคนละชนิด แนวทางการตรวจของไทยปี 2568 อธิบายว่าเอชไอวีทำลายภูมิคุ้มกัน ส่วนองค์การอนามัยโลกเล่าว่า HPV บางชนิดทำให้เกิดหูดที่อวัยวะเพศหรือมะเร็ง
- องค์การอนามัยโลกเขียนว่าเอชไอวียังรักษาไม่หายขาดแต่ควบคุมได้ด้วยยาต้าน ส่วน HPV ร่างกายควบคุมได้เองในคนส่วนใหญ่ และถุงยางช่วยป้องกัน HPV ได้ไม่ทั้งหมด
- คำแนะนำวัคซีนของกรมควบคุมโรคปี 2569 แนะนำวัคซีน HPV ในวัยรุ่นหญิงและชายอายุ 9–26 ปี อายุ 27 ปีขึ้นไปให้ปรึกษาแพทย์ ส่วนเอชไอวี องค์การอนามัยโลกยกวิธีลดความเสี่ยงไว้ เช่น ถุงยาง การตรวจ และเพร็พ
อ่านความรู้พื้นฐานเรื่องเอชไอวีต่อได้ที่หน้า HIV คืออะไร? การติดต่อ อาการ การตรวจ รักษาและ U=U ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 กรมควบคุมโรค
- คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิต สำหรับประชาชน ปี 2569 กรมควบคุมโรค
- แนวทางการตรวจรักษาและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2564/2565 กรมควบคุมโรค
- HIV and AIDS (fact sheet) องค์การอนามัยโลก ปรับปรุง 27 กรกฎาคม 2569
- Human papillomavirus and cancer (fact sheet) องค์การอนามัยโลก 5 มีนาคม 2567


