รุกหรือรับ ก็เสี่ยงได้เท่ากัน ความจริงเรื่องเอชไอวีที่หลายคนยังเข้าใจผิด

ในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) ยังคงมีความเข้าใจผิดฝังรากลึกว่า

คนรับเท่านั้นที่เสี่ยงเอชไอวี ส่วนคนรุกปลอดภัยกว่า

Love2test”></a></div>




<p>ความเชื่อนี้ไม่เพียงผิดทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการป้องกัน<a href=เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทำให้หลายคนประมาท ไม่ป้องกันตัวเอง และไม่เข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอ

เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจ ความจริงเรื่องเอชไอวีแบบรอบด้าน ตั้งแต่กลไกการติดเชื้อ ความเสี่ยงของบทบาท รุก–รับ–สลับ ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงมากหรือน้อย ไปจนถึงแนวทางป้องกันที่ได้ผลจริงในปัจจุบัน

“Quicky"
รุกหรือรับ ก็เสี่ยงได้เท่ากัน ความจริงเรื่องเอชไอวีที่หลายคนยังเข้าใจผิด

Table of Contents

“ChatLove2test"

ความเข้าใจผิดยอดฮิต รุกปลอดภัยกว่า รับเสี่ยงกว่า

ความเชื่อนี้มีที่มาจากข้อมูลบางส่วนที่ถูกนำไปตีความแบบตัดตอน เช่น

  • การรับทางทวารหนักมีความเสี่ยงต่อครั้งสูงกว่า
  • เยื่อบุทวารหนักบาง และฉีกขาดได้ง่าย

แม้ข้อมูลเหล่านี้จะ จริงบางส่วน แต่ ไม่ได้แปลว่าคนรุกจะปลอดภัย หรือ ไม่เสี่ยง

“PrEPLove2test"

ความจริงคืออะไร?

เอชไอวีสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่าน

  • เยื่อบุอวัยวะเพศ
  • แผลเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น
  • ของเหลวในร่างกาย เช่น เลือด น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นก่อนหลั่ง และสารคัดหลั่งทางทวารหนัก

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบทบาทใด หากมีการสัมผัสของเหลวเหล่านี้โดยไม่ป้องกัน ความเสี่ยงย่อมเกิดขึ้น

วิเคราะห์ความเสี่ยง รุก รับ และสลับ ใครเสี่ยงอย่างไร?

การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ขึ้นอยู่กับ บทบาททางเพศ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของชีววิทยาของร่างกาย + พฤติกรรมทางเพศ + การป้องกันที่ใช้จริง

ด้านล่างคือการอธิบายเชิงลึกว่าเหตุใดแต่ละบทบาทจึงมีความเสี่ยง และเสี่ยงในลักษณะใด

ฝ่ายรับ (Bottom): ทำไมความเสี่ยงต่อครั้งจึงสูงกว่า

ฝ่ายรับมักถูกพูดถึงว่าเป็น กลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งมีพื้นฐานทางชีววิทยารองรับ แต่ต้องเข้าใจให้ครบทุกมิติ

  • โครงสร้างทางร่างกาย
    • เยื่อบุทวารหนักบางมาก ทวารหนักไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการสอดใส่เหมือนช่องคลอด เยื่อบุจึงบาง และไม่มีชั้นป้องกันหลายชั้น
    • ไม่มีการหล่อลื่นตามธรรมชาติ ทำให้เกิดแรงเสียดสีสูง หากไม่มีสารหล่อลื่นที่เหมาะสม
    • มีเส้นเลือดฝอยจำนวนมาก เชื้อสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่าย แม้เป็นแผลขนาดเล็กที่มองไม่เห็น
  • กลไกความเสี่ยง
    • การฉีกขาดระดับจุลภาค (microtears) สามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่รู้สึกเจ็บ
    • หากคู่นอนมีเชื้อ เอชไอวีสามารถผ่านเยื่อบุที่บาดเจ็บเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
  • ประเด็นสำคัญที่มักเข้าใจผิด เสี่ยงสูง ≠ ติดแน่นอน ความเสี่ยงต่อครั้งจะ ลดลงอย่างมาก หาก
    • ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกต้อง
    • ใช้สารหล่อลื่นที่เหมาะสม
    • ใช้ PrEP อย่างสม่ำเสมอ
    • ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ

ดังนั้น ฝ่ายรับ ไม่ใช่บทบาทที่อันตรายโดยอัตโนมัติ แต่เป็นบทบาทที่ต้อง ป้องกันอย่างมีวินัย

ฝ่ายรุก (Top): ทำไมจึง ไม่ปลอดภัย อย่างที่หลายคนคิด

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุด คือ รุกไม่ค่อยเสี่ยง หรือรุกปลอดภัยกว่า ในความเป็นจริง ฝ่ายรุกก็มีช่องทางรับเชื้อหลายทาง

  • ช่องทางที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย
    • ท่อปัสสาวะ เป็นเยื่อบุเปิดที่เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
    • เยื่อบุบริเวณปลายอวัยวะเพศ โดยเฉพาะหากไม่มีการขลิบ หรือมีการอักเสบ
    • ผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือแผลเล็ก ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการเสียดสีโดยไม่รู้ตัว
  • ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของฝ่ายรุก
    • มีแผลจากการโกน ขีดข่วน หรืออักเสบ
    • มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม (การอักเสบจะเพิ่มโอกาสที่เชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกาย)
    • ไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือใช้ไม่สม่ำเสมอ
  • ความจริงที่ควรรู้ แม้ความเสี่ยงต่อครั้งของฝ่ายรุกอาจต่ำกว่าฝ่ายรับในบางกรณี แต่เมื่อ สะสมหลายครั้งโดยไม่ป้องกัน ความเสี่ยงรวมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ ฝ่ายรุกอาจ ไม่เสี่ยงสูงต่อครั้ง  แต่เสี่ยงสะสมสูง หากประมาท

บทบาทสลับ (Versatile): ความเสี่ยงที่เพิ่มจาก ความหลากหลายของบทบาท

กลุ่มที่สลับบทบาทมักถูกมองข้าม ทั้งที่ในทางระบาดวิทยา ถือเป็นกลุ่มที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

  • ความเสี่ยงแบบ ทวีคูณ การสลับบทบาททำให้
    • มีโอกาสสัมผัสความเสี่ยงทั้งแบบฝ่ายรับ และฝ่ายรุก
    • หากเปลี่ยนบทบาทในช่วงเวลาใกล้กัน อาจเพิ่มโอกาสการติดเชื้อหรือการแพร่เชื้อ
  • ปัจจัยเสริมความเสี่ยง
    • ไม่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในทุกบทบาท
    • มีคู่นอนหลายคน
    • ไม่ตรวจเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นประจำ
    • เข้าใจผิดว่าบางบทบาท ปลอดภัยกว่า จึงป้องกันไม่เท่ากัน
  • ประเด็นสำคัญ กลุ่ม Versatile ไม่ได้เสี่ยงเพราะ สลับบทบาท แต่เสี่ยงเพราะ ความไม่สม่ำเสมอในการป้องกันหากมีการป้องกันที่ดี ความเสี่ยงสามารถลดลงได้เทียบเท่ากลุ่มอื่น

สรุปเชิงวิเคราะห์: ความเสี่ยงไม่ได้อยู่ที่บทบาท แต่อยู่ที่พฤติกรรม

บทบาทลักษณะความเสี่ยงประเด็นสำคัญ
รับ (Bottom)เสี่ยงต่อครั้งสูงป้องกันถูกต้อง = ลดความเสี่ยงได้มาก
รุก (Top)เสี่ยงสะสมประมาท = เสี่ยงโดยไม่รู้ตัว
สลับ (Versatile)เสี่ยงหลากหลายต้องป้องกันสม่ำเสมอทุกบทบาท

เอชไอวีไม่เลือกบทบาททางเพศ แต่จะใช้ ช่องว่างของการไม่ป้องกัน เป็นโอกาสเสมอ

ปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือลดลง

ปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือลดลง

เพราะเอชไอวีไม่ได้ติดจากตัวตน แต่ติดจากสถานการณ์ และพฤติกรรม แม้จะอยู่ในบทบาทเดียวกัน คนสองคนก็อาจมีความเสี่ยงไม่เท่ากันเลย ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) เกิดจาก การผสมกันของหลายปัจจัย ไม่ใช่เพียงการเป็นรุก รับ หรือสลับเท่านั้น

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง

  • ไม่ใช้ถุงยางอนามัย การไม่ใช้ถุงยางอนามัยเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้น ๆ ที่พบได้ในทุกบทบาททางเพศ
    • เหตุผลทางชีววิทยา
      • เอชไอวีแพร่ผ่านน้ำอสุจิ เลือด และสารคัดหลั่ง
      • การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เปิดโอกาสให้ของเหลวเหล่านี้สัมผัสเยื่อบุโดยตรง
    • ประเด็นที่มักพบ
      • เชื่อว่าคู่นอน ดูไม่น่ามีเชื้อ
      • ไว้ใจคู่นอนโดยไม่เคยตรวจร่วมกัน
      • คิดว่าบางบทบาทไม่จำเป็นต้องใช้ถุงยางอนามัย
    • ความจริงคือ ไม่สามารถรู้สถานะเอชไอวีจากรูปลักษณ์ภายนอกได้
  • ใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกวิธี หรือถุงยางอนามัยแตก/หลุด แม้ใช้ถุงยางอนามัย แต่หากใช้ผิดวิธี ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ ตัวอย่างการใช้ที่ผิดพลาด
    • ใส่ถุงยางอนามัยช้าเกินไป
    • ใช้ถุงยางอนามัยซ้ำ
    • เลือกขนาดไม่เหมาะสม
    • ไม่บีบไล่อากาศที่ปลายถุง
    • ไม่ใช้สารหล่อลื่น หรือใช้สารที่ทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อม
    • ผลที่ตามมา
    • ถุงยางอนามัยแตกหรือหลุดโดยไม่รู้ตัว
    • เกิดการสัมผัสของของเหลวโดยตรง
  • มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น (STIs) การมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน ซิฟิลิส เริม หรือ HPV จะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอะไร?
    • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้เกิดแผล การอักเสบ หรือเยื่อบุอ่อนแอ
    • เชื้อเอชไอวีสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น
    • ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี การมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จะเพิ่มปริมาณเชื้อในสารคัดหลั่ง
    • หลายคนไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้
  • ใช้สารเสพติด หรือแอลกอฮอล์จนขาดสติสารเสพติด และแอลกอฮอล์ไม่ได้เพิ่มเชื้อ แต่เพิ่ม การตัดสินใจที่เสี่ยง ผลกระทบที่พบได้บ่อย
    • ลืมใช้ถุงยางอนามัย
    • ใช้ถุงยางอนามัยไม่ถูกต้อง
    • มีเพศสัมพันธ์กับหลายคนโดยไม่ตั้งใจ
    • ไม่สามารถสื่อสารหรือยินยอมอย่างชัดเจน
    • ในหลายกรณี ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เกิดจาก สภาวะที่ควบคุมตัวเองไม่ได้
  • ไม่รู้สถานะเอชไอวีของตนเองหรือคู่นอน
    • การไม่ตรวจเอชไอวีทำให้
      • ไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในระยะใด
      • ไม่รู้ว่าคู่นอนกำลังอยู่ในช่วงที่แพร่เชื้อได้สูงหรือไม่
    • ข้อเท็จจริงที่สำคัญ
      • ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ว่าตนเองติด
      • ช่วงระยะแรกของการติดเชื้อ ปริมาณเชื้อสูงมาก
    • ความไม่รู้ คือ ความเสี่ยงรูปแบบหนึ่ง

ปัจจัยที่ลดความเสี่ยง

  • ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง และทุกบทบาท การใช้ถุงยางออนามัยย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงเอชไอวี และ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ่งสำคัญ
    • ใช้ตั้งแต่เริ่มจนจบ
    • เปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง
    • ใช้กับทุกบทบาท ไม่ว่าจะรุกหรือรับ
    • ความสม่ำเสมอ สำคัญกว่าการใช้เป็นครั้งคราว
  • ใช้สารหล่อลื่นที่เหมาะสม สารหล่อลื่นช่วยลดแรงเสียดสี และการฉีกขาดของเยื่อบุ มีประโยชน์คือ
    • ลดโอกาสเกิดแผลเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น
    • ลดการแตกของถุงยางอนามัย
    • เพิ่มความปลอดภัยทั้งสองฝ่าย
    • การใช้ถุงยางอนามัย ควบคู่กับสารหล่อลื่น ดีกว่าการใช้ถุงยางอนามัยเพียงอย่างเดียว
  • ตรวจเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างสม่ำเสมอ การตรวจเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมความเสี่ยง โดยมีข้อดี คือ
    • รู้สถานะของตนเอง
    • เข้าสู่การรักษาได้เร็ว
    • ลดการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว
    • วางแผนการป้องกันได้เหมาะสมกับตนเอง
    • การตรวจไม่ใช่สัญญาณของความเสี่ยง แต่คือสัญญาณของความรับผิดชอบ
  • ใช้ PrEP หรือ PEP ตามคำแนะนำนวัตกรรมทางการแพทย์ช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    • PrEP: ลดความเสี่ยงก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ
    • PEP: ลดโอกาสติดเชื้อหลังเกิดเหตุเสี่ยง (ต้องเริ่มเร็ว)
    • ทั้งสองวิธี ไม่ขึ้นกับบทบาททางเพศ แต่ขึ้นกับความเสี่ยงของพฤติกรรม
  • ความรู้ และการสื่อสารกับคู่นอนอย่างตรงไปตรงมาการพูดคุยเรื่องสุขภาพทางเพศไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นปัจจัยป้องกันที่ทรงพลังที่สุดอย่างหนึ่ง การสื่อสารช่วยให้
    • ตัดสินใจร่วมกันเรื่องการป้องกัน
    • วางแผนการตรวจ
    • ลดความเข้าใจผิด
    • ลดแรงกดดัน และความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น

เอชไอวีไม่ได้เลือกรุกหรือรับ แต่เลือกโอกาส

เพราะเชื้อไม่สนใจตัวตน แต่สนใจช่องโหว่

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ฝังรากลึกที่สุดเกี่ยวกับเอชไอวี คือการเชื่อว่า บทบาททางเพศสามารถกำหนดความปลอดภัยได้

ในความเป็นจริง เชื้อเอชไอวี ไม่รับรู้ ไม่แยกแยะ และไม่สนใจ ว่าคุณจะนิยามตัวเองอย่างไร เป็นรุก รับ สลับ หรือไม่ติดป้ายบทบาทใดเลย สิ่งที่เชื้อ มองหา มีเพียง 3 อย่างเท่านั้น

  • ช่องทางเข้าสู่ร่างกาย (Entry Points) ร่างกายมนุษย์มีจุดที่เชื้อสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้หลายทาง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นเยื่อบุหรือผิวหนังที่บอบบาง ช่องทางหลักที่เชื้อใช้
    • เยื่อบุทวารหนัก
    • เยื่อบุอวัยวะเพศ
    • ท่อปัสสาวะ
    • แผลหรือรอยถลอกขนาดเล็กที่มองไม่เห็น
    • ช่องทางเหล่านี้ มีอยู่ในทุกคน ไม่ว่าบทบาทใด ต่างกันเพียงว่า ในสถานการณ์นั้น ๆ ช่องทางเหล่านี้ เปิด ให้เชื้อหรือไม่
    • เมื่อใดที่เยื่อบุเกิดการระคายเคือง ฉีกขาด หรืออักเสบ เมื่อนั้น โอกาส ของเชื้อก็เพิ่มขึ้นทันที
  • ของเหลวที่มีเชื้อ (Infectious Fluids) เอชไอวีแพร่ผ่านของเหลวบางชนิดเท่านั้น ได้แก่
    • น้ำอสุจิ
    • น้ำหล่อลื่นก่อนหลั่ง
    • สารคัดหลั่งทางทวารหนัก
    • เลือด
  • เชื้อไม่สามารถแพร่ผ่านการสัมผัสทั่วไป แต่จะเกิดขึ้นเมื่อ ของเหลวที่มีเชื้อสัมผัสกับช่องทางเข้าสู่ร่างกายโดยตรงประเด็นสำคัญ
    • ไม่จำเป็นต้องเห็นเลือด
    • ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเจ็บ
    • ไม่จำเป็นต้องมีอาการ
    • แค่ มีการสัมผัสในจังหวะที่เหมาะกับเชื้อ ก็เพียงพอแล้ว
  • การไม่ป้องกัน (Lack of Protection) ปัจจัยสุดท้าย และมักเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด คือ การไม่ป้องกัน ซึ่งการไม่ป้องกันอาจเกิดจาก
    • ไม่ใช้ถุงยางอนามัย
    • ใช้ไม่สม่ำเสมอ
    • ใช้ผิดวิธี
    • ไม่ใช้ PrEP ทั้งที่มีความเสี่ยง
    • ไม่รู้สถานะของตนเองหรือคู่นอน
    • ในหลายกรณี คนไม่ได้ ตั้งใจเสี่ยง แต่ คิดว่าตนเองไม่จำเป็นต้องป้องกัน เพราะยึดติดกับบทบาท

ทำไมการยึดติดกับบทบาทจึงเป็นความเสี่ยงที่แท้จริง

  • ทำให้ประมาทโดยไม่รู้ตัว เมื่อเชื่อว่า รุกปลอดภัยกว่า ความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องของเรา พฤติกรรมที่ตามมาคือ
    • ไม่ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง
    • ไม่ตรวจเอชไอวี
    • ไม่วางแผนป้องกันระยะยาว
    • ความเสี่ยงจึงไม่ได้มาจากบทบาท แต่มาจาก ความรู้สึกปลอดภัยแบบผิด ๆ
  • ทำให้การป้องกันไม่สม่ำเสมอ หลายคนป้องกันตัวเอง เฉพาะบางสถานการณ์ เช่น
    • ใช้ถุงยางอนามัยเฉพาะตอนรับ
    • ไม่ใช้ตอนรุก
    • ใช้กับคู่นอนใหม่ แต่ไม่ใช้กับคนที่คุ้นเคย
    • ในมุมของเชื้อเอชไอวีการป้องกันที่ไม่สม่ำเสมอ = โอกาส
  • ทำให้มองข้ามความเสี่ยงสะสม ความเสี่ยงไม่ได้เกิดจากครั้งเดียวเสมอไป แต่เกิดจาก การสะสมของพฤติกรรมที่ไม่ป้องกันแม้ความเสี่ยงต่อครั้งจะดูต่ำ แต่เมื่อ
    • มีเพศสัมพันธ์หลายครั้ง
    • กับหลายคน
    • โดยไม่ป้องกัน
    • โอกาสรวมจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การป้องกันเอชไอวีในยุคปัจจุบัน มากกว่าถุงยางอนามัย

การป้องกันเอชไอวีในยุคปัจจุบัน มากกว่าถุงยางอนามัย

เมื่อความรู้ทางการแพทย์ก้าวหน้า ความปลอดภัยก็ไม่ควรหยุดอยู่ที่ทางเลือกเดียวในอดีต การป้องกันเอชไอวีมักถูกจำกัดอยู่แค่ การใช้ถุงยางอนามัย แต่ปัจจุบัน เรามีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หลากหลายขึ้น และยืดหยุ่นกับรูปแบบชีวิตที่แตกต่าง

หัวใจสำคัญ คือ ไม่มีวิธีใดวิธีหนึ่งที่เหมาะกับทุกคน แต่ทุกคนสามารถเลือกวิธีที่ เหมาะกับความเสี่ยงของตนเอง ได้

ถุงยางอนามัย: พื้นฐานที่ยังสำคัญที่สุด

ถุงยางอนามัยยังคงเป็นเครื่องมือป้องกันเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ครอบคลุมที่สุด

จุดแข็งของถุงยางอนามัย

  • ป้องกันเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้พร้อมกัน
  • ใช้ได้กับทุกบทบาททางเพศ
  • ไม่ต้องใช้ยา
  • เข้าถึงง่าย

เงื่อนไขสำคัญ ถุงยางอนามัยจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อ

  • ใช้ ทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์
  • ใช้ ตั้งแต่เริ่มจนจบ
  • ใช้ อย่างถูกวิธี และขนาดเหมาะสม

การใช้ถุงยางอนามัยเป็นครั้งคราว หรือใช้เฉพาะบางสถานการณ์ จะลดประสิทธิภาพลงอย่างมาก

ข้อจำกัด

  • ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย
  • อาจหลุด แตก หรือใช้ผิดวิธี
  • บางคนรู้สึกไม่สะดวกหรือไม่ต่อเนื่อง

ด้วยเหตุนี้ ถุงยางอนามัยจึงเป็น พื้นฐาน แต่ไม่ใช่ คำตอบเดียว

PrEP (Pre-Exposure Prophylaxis): ป้องกันล่วงหน้าก่อนมีความเสี่ยง

PrEP คือ ยาที่ใช้ ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อเอชไอวี เป็นหนึ่งในเครื่องมือป้องกันที่เปลี่ยนภาพรวมของการควบคุมเอชไอวีทั่วโลก

PrEP ทำงานอย่างไร

  • ยาจะสร้างระดับยาป้องกันในร่างกาย
  • หากมีเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ยาจะยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อ
  • ช่วยลดโอกาสติดเชื้อได้มากกว่า 90% เมื่อใช้สม่ำเสมอ

เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อเนื่อง
  • ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน
  • ผู้ที่ไม่สามารถใช้ถุงยางอนามัยได้ทุกครั้ง
  • ไม่จำกัดบทบาททางเพศ (รุก รับ หรือสลับ)

ประเด็นสำคัญ

  • PrEP ไม่ป้องกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น
  • ควรใช้ร่วมกับการตรวจสุขภาพทางเพศสม่ำเสมอ
  • ต้องใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

PrEP ไม่ได้แทนที่ถุงยางอนามัย แต่เป็น เกราะเสริม สำหรับสถานการณ์ที่ถุงยางอนามัยอาจไม่สมบูรณ์

PEP (Post-Exposure Prophylaxis): แผนฉุกเฉินหลังเกิดความเสี่ยง

PEP คือ ยาที่ใช้ หลังจากเกิดเหตุเสี่ยงแล้ว เช่น ถุงยางอนามัยแตก มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือเกิดอุบัติเหตุทางเลือด

หลักการสำคัญของ PEP

  • ต้องเริ่มใช้ ภายใน 72 ชั่วโมง หลังความเสี่ยง
  • ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งได้ผลดี
  • ต้องกินยาต่อเนื่องตามระยะเวลาที่กำหนด

PEP เหมาะกับสถานการณ์ใด

  • เหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผน
  • ความผิดพลาดที่ไม่ตั้งใจ
  • สถานการณ์ฉุกเฉิน

สิ่งที่ควรเข้าใจ

  • PEP ไม่ใช่วิธีป้องกันระยะยาว
  • ไม่ควรใช้แทนการป้องกันปกติ
  • เป็น ทางออกสุดท้าย ไม่ใช่ทางเลือกหลัก

การรู้จัก PEP คือการเตรียมพร้อม ไม่ใช่การส่งเสริมให้เสี่ยง

U=U (Undetectable = Untransmittable): ความก้าวหน้าที่เปลี่ยนทัศนคติ

U=U คือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาสม่ำเสมอจนตรวจไม่พบเชื้อ ไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้

ความหมายที่แท้จริงของ U=U

  • การรักษา คือการป้องกัน
  • ลดการแพร่เชื้อในระดับสังคม
  • ลดการตีตรา และความกลัว

เงื่อนไขสำคัญ

  • ต้องกินยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง
  • ต้องตรวจยืนยันว่าปริมาณเชื้ออยู่ในระดับตรวจไม่พบ
  • ต้องติดตามการรักษาอย่างสม่ำเสมอ

U=U ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องดูแลตัวเอง แต่หมายความว่า การเข้าถึงการรักษาทำให้ทุกคนปลอดภัยขึ้น

การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การผสมผสาน 

ในชีวิตจริง การป้องกันเอชไอวีมักได้ผลดีที่สุดเมื่อ

  • ใช้ถุงยางอนามัย + PrEP
  • ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ
  • สื่อสารกับคู่นอนอย่างตรงไปตรงมา
  • เข้าใจสถานการณ์ของตนเอง

ไม่มีวิธีใด ถูกที่สุด มีเพียงวิธีที่ เหมาะที่สุดกับชีวิตของแต่ละคน

อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

เอชไอวีไม่ได้เลือกบทบาททางเพศ และไม่ได้ตัดสินใครจากการนิยามตัวเองว่าเป็นรุก รับ หรือสลับ สิ่งที่ทำให้เกิดการติดเชื้อคือพฤติกรรม และโอกาสในการสัมผัสเชื้อ หากไม่มีการป้องกัน ทุกคนย่อมมีความเสี่ยงไม่ต่างกัน ในขณะเดียวกัน หากมีความรู้ที่ถูกต้อง เลือกใช้วิธีป้องกันอย่างเหมาะสม และดูแลสุขภาพทางเพศของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ทุกคนก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

การเข้าใจความจริงเกี่ยวกับเอชไอวี คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการลดความกลัว ความเข้าใจผิด และการตีตรา พร้อมทั้งเป็นก้าวแรกของการป้องกันที่ไม่เพียงคุ้มครองตัวเราเอง แต่ยังช่วยสร้างสังคมที่ปลอดภัย และเข้าใจซึ่งกัน และกันมากขึ้น

เอกสารอ้างอิง

  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC).HIV Transmission Risk. ข้อมูลความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีจากพฤติกรรมทางเพศ.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/hiv/basics/transmission.html
  • World Health Organization (WHO).HIV Prevention, Testing, Treatment and Care.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/teams/global-hiv-hepatitis-and-stis-programmes
  • UNAIDS. Understanding Fast-Track: Accelerating Action to End AIDS.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขแห่งประเทศไทย.ความรู้เรื่องเอชไอวี/เอดส์ และการป้องกัน.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://ddc.moph.go.th
  • Thai Red Cross AIDS Research Centre.ข้อมูล PrEP, PEP และ U=U ในประเทศไทย.[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.trcarc.org

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save