โรคโลน เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากตัวโลนซึ่งเป็นปรสิตขนาดเล็ก ที่อาศัยอยู่บริเวณขนบริเวณอวัยวะเพศ ขนรักแร้ หรือขนตามร่างกายของมนุษย์ โรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสทางเพศโดยตรง รวมถึงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายร้ายแรงเท่ากับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ๆ เช่น เอชไอวี (HIV), ซิฟิลิส, หรือหนองใน แต่โลนสามารถทำให้เกิดอาการคันรุนแรง ระคายเคือง และส่งผลกระทบต่อสุขภาพผิวหนังได้

โรคโลน คืออะไร?
โรคโลน (Pubic Lice หรือ Pthiriasis) เป็นโรคที่เกิดจากตัวโลน (Pthirus pubis) ซึ่งเป็นปรสิตขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตร สีเหลืองน้ำตาลหรือเทา ตัวโลนมีลักษณะคล้ายปูขนาดเล็ก จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า “Crab lice” พวกมันอาศัยอยู่บนเส้นขนของมนุษย์ และดูดเลือดเป็นอาหาร
วงจรชีวิตของตัวโลน
- ตัวโลนตัวเต็มวัยสามารถมีอายุได้ประมาณ 1-2 เดือน
- ตัวเมียวางไข่วันละ 3-4 ฟอง และไข่ใช้เวลา 6-10 วัน ในการฟักตัว
- ตัวโลนจะโตเต็มวัย และเริ่มวางไข่ได้ภายใน 2-3 สัปดาห์
สาเหตุของโรคโลน
โรคโลนสามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตรง และอ้อม เช่น
- การสัมผัสทางเพศ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการติดเชื้อโลน โดยโลนสามารถเคลื่อนที่จากขนของผู้ติดเชื้อไปยังขนของคู่นอนผ่านการสัมผัสผิวหนังโดยตรง
- การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน การใช้ เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม หรือผ้าเช็ดตัว ร่วมกับผู้ติดเชื้อ อาจทำให้ตัวโลนแพร่กระจายได้
- การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ การกอดหรือสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดอาจทำให้โลนเคลื่อนจากคนหนึ่งไปสู่อีกคน
แม้ว่าโรคโลนจะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก แต่ก็สามารถแพร่ไปยังเด็ก หรือผู้ใหญ่ผ่านทางสิ่งของที่ปนเปื้อนได้เช่นกัน
อาการของโรคโลน
อาการของโรคโลนมักเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการหลัก ได้แก่
- อาการคันรุนแรง จะมีอาการคันเกิดจากการที่ตัวโลนดูดเลือด และปล่อยสารระคายเคืองเข้าสู่ผิวหนัง มักคันมากขึ้นในเวลากลางคืน
- มีรอยแดงหรือรอยกัดเล็ก ๆ บนผิวหนัง อาจพบตุ่มแดง จุดเลือดออกเล็ก ๆ หรือผื่นบริเวณที่ตัวโลนอาศัยอยู่ หากมีการเกาผิวหนังมาก อาจเกิดแผล และติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย
- สามารถพบไข่โลนติดอยู่ที่โคนขน ไข่โลนเป็นจุดขาวขนาดเล็กที่เกาะติดแน่นกับเส้นขน โดยเฉพาะบริเวณอวัยวะเพศ
- มีตัวโลนเคลื่อนที่บนขนร่างกาย สามารถมองเห็นตัวโลนที่ขยับไปมาบริเวณขนหัวหน่าว รักแร้ หรือขนที่อื่น ๆ ได้
การวินิจฉัยโรคโลน
การวินิจฉัยโรคโลนสามารถทำได้โดยการตรวจสอบดังนี้
- การตรวจด้วยตาเปล่า แพทย์หรือผู้ป่วยสามารถมองเห็นตัวโลนหรือไข่โลนที่ติดอยู่ตามขน
- การใช้แว่นขยายหรือกล้องจุลทรรศน์ บางครั้งอาจต้องใช้แว่นขยายหรือกล้องจุลทรรศน์เพื่อยืนยันการวินิจฉัย
หากสงสัยว่ามีอาการของโรคโลน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย และรับคำแนะนำในการรักษา

การรักษาโรคโลน
โรคโลนสามารถรักษาได้โดยใช้ยากำจัดปรสิตที่มีจำหน่ายทั่วไป รวมถึงการดูแลความสะอาดของร่างกาย และสิ่งของเครื่องใช้
- การใช้ยากำจัดโลน
- ยาเฉพาะที่ (Topical Treatment)
- ยาทาเพอร์เมทริน (Permethrin) 1%: เป็นยาฆ่าแมลงที่ใช้ทาบริเวณขนที่ติดเชื้อ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก
- โลชั่น Malathion 0.5%: ใช้ทิ้งไว้ 8-12 ชั่วโมง แล้วล้างออก
- น้ำยาสระผมที่มีส่วนผสมของ Lindane หรือ Ivermectin
- ยารับประทาน (Oral Treatment)
- ยาไอเวอร์เมคติน (Ivermectin): อาจใช้ในกรณีที่อาการรุนแรง หรือในผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- ยาเฉพาะที่ (Topical Treatment)
- ซักล้างสิ่งของที่สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ
- ควรซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าขนหนูในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 60°C ขึ้นไป
- หากไม่สามารถซักได้ ควรเก็บสิ่งของไว้ในถุงพลาสติกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อให้ตัวโลนตาย
แนวทางป้องกันโรคโลน
แม้ว่าโรคโลนจะสามารถรักษาได้ แต่ การป้องกัน เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
- หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ
- ใช้ถุงยางอนามัย และป้องกันการสัมผัสโดยตรงกับขนของคู่นอน
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และผ้าเช็ดตัว
- รักษาความสะอาดของร่างกาย โดยการอาบน้ำสม่ำเสมอ
- แจ้งคู่นอนหากพบว่าติดเชื้อ เพื่อให้เข้ารับการรักษาพร้อมกัน
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- คันในที่ลับ เรื่องใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ
- โรคซิฟิลิส : ความเสี่ยงในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานที่คุณต้องรู้
โรคโลนเป็น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อย แต่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงหากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง โรคนี้สามารถแพร่กระจายผ่านการสัมผัสโดยตร งและการใช้ของใช้ร่วมกัน การป้องกัน และรักษาความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญในการหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ หากคุณสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อโรคโลน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด และแจ้งคู่นอนเพื่อให้ได้รับการตรวจ และรักษาพร้อมกัน


