ไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตับ และสามารถนำไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โรคนี้สามารถติดต่อได้ผ่านทางเลือด และสารคัดหลั่งของร่างกาย และเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่ส่งผลต่อผู้คนนับล้าน
แม้ว่าปัจจุบันจะมีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลายคนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ ทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโดยไม่รู้ตัว การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ วิธีการรักษา และการป้องกันเป็นสิ่งสำคัญเพื่อดูแลสุขภาพของตัวเอง และคนรอบข้าง
ไวรัสตับอักเสบบี คืออะไร?
ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus : HBV) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบของตับ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง หากการติดเชื้อพัฒนาไปสู่ระยะเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะตับแข็งหรือมะเร็งตับได้
ไวรัสชนิดนี้สามารถอยู่ในร่างกายได้นาน และแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน โรคนี้พบมากในทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทยที่มีอัตราการติดเชื้อสูง
สาเหตุ และการติดต่อของไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบบีสามารถติดต่อจากคนสู่คนผ่านทาง
- การติดต่อจากแม่สู่ลูก โดยทารกที่เกิดจากแม่ที่ติดเชื้อมีความเสี่ยงสูงในการได้รับเชื้อ สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีน และอิมมูโนโกลบูลินให้ทารกทันทีหลังคลอด
- การติดต่อทางเลือด และสารคัดหลั่ง เช่น การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการสัมผัสเลือดที่ติดเชื้อผ่านบาดแผล
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยอาจทำให้ติดเชื้อได้ผ่านของเหลวในร่างกาย เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด
- การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน อุปกรณ์ที่อาจมีเลือดปนเปื้อน เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ
อาการของไวรัสตับอักเสบบี
อาการของไวรัสตับอักเสบบีสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะเฉียบพลัน (Acute Hepatitis B)
อาการของระยะนี้มักเกิดขึ้นในช่วง 1-6 เดือนแรก หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาจมีอาการดังต่อไปนี้
- มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ภาวะดีซ่าน)
- ปวดแน่นบริเวณชายโครงขวา
ในบางกรณี ผู้ที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการใดๆ และหายจากการติดเชื้อเองได้ แต่ในบางรายโรคอาจพัฒนาเป็นภาวะตับอักเสบเรื้อรัง
ระยะเรื้อรัง (Chronic Hepatitis B)
หากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ภายใน 6 เดือน โรคจะเข้าสู่ระยะเรื้อรัง ซึ่งมีโอกาสนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น
- ตับแข็ง: ตับจะมีพังผืดเกิดขึ้น ทำให้การทำงานของตับลดลง
- มะเร็งตับ: ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นมะเร็งตับ
หมายเหตุ: ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงชัดเจน ทำให้ไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ จึงควรเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสเป็นประจำ

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี
แพทย์สามารถตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้โดยใช้การตรวจเลือด ดังนี้
- ตรวจหาโปรตีนของไวรัส (HBsAg – Hepatitis B Surface Antigen) หากผลเป็นบวก แสดงว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย
- ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ (Anti-HBs – Hepatitis B Surface Antibody) หากผลเป็นบวก แสดงว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันแล้ว อาจเคยได้รับวัคซีนหรือหายจากการติดเชื้อแล้ว
- ตรวจระดับเอนไซม์ตับ (Liver Function Test) ใช้ประเมินความเสียหายของตับจากการติดเชื้อ
วิธีรักษาไวรัสตับอักเสบบี
ปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาไวรัสตับอักเสบบีให้หายขาด แต่สามารถควบคุมโรค และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้
- การรักษาด้วยยาต้านไวรัส (Antiviral Drugs) เช่น Tenofovir, Entecavir ช่วยควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย ลดความเสี่ยงของการเกิดตับแข็ง และมะเร็งตับ
- การดูแลสุขภาพตับ เช่น หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่อาจเป็นพิษต่อตับ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และโปรตีนคุณภาพสูง
การป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
- การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด โดยฉีดทั้งหมด 3 เข็มในช่วงเวลา 0, 1 และ 6 เดือน สำหรับเด็กแรกเกิดควรได้รับวัคซีนทันทีหลังคลอด
- ป้องกันการติดต่อทางเลือด และเพศสัมพันธ์ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
- หลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน ไม่ใช้แปรงสีฟัน มีดโกน หรือกรรไกรตัดเล็บร่วมกับผู้อื่น
อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม
- โรคซิฟิลิส : ความเสี่ยงในกลุ่มวัยรุ่น และวัยทำงานที่คุณต้องรู้
- อาการโรคหนองในในผู้ชาย และผู้หญิง: สัญญาณเตือนที่ไม่ควรละเลย
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และหากได้รับเชื้อ ควรรีบเข้ารับการตรวจ และดูแลสุขภาพของตับให้ดี แม้ว่าโรคนี้จะไม่มีทางรักษาให้หายขาด แต่สามารถควบคุมได้หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งการตระหนักรู้ และป้องกันโรคนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อปกป้องตัวเอง และคนที่คุณรักจากภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงของโรคนี้


