การดื้อยาต้านเอชไอวีกับคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา การแพทย์ก้าวหน้าอย่างมากในการดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) จากโรคร้ายแรงที่เคยถูกมองว่าใกล้เคียงกับ โทษประหารชีวิต สู่โรคเรื้อรังที่สามารถควบคุมได้ด้วยยาต้านเอชไอวี (Antiretroviral Therapy: ART) ผู้ติดเชื้อจำนวนมากสามารถมีชีวิตยืนยาว ใกล้เคียงกับคนทั่วไป ทำงาน สร้างครอบครัว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการรักษาเอชไอวีในระยะยาว คือ การดื้อยาต้านเอชไอวี ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อในหลายมิติ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ

เอชไอวี และยาต้านเอชไอวี: พื้นฐานที่ควรรู้

เอชไอวี คืออะไร?

เอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus) คือ ไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการป้องกันเชื้อโรค หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ระบบภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงเรื่อย ๆ และอาจพัฒนาไปสู่โรคเอดส์ (AIDS)

“ChatLove2test"

ยาต้านเอชไอวี (ART) ทำงานอย่างไร?

ยาต้านเอชไอวีไม่ได้ฆ่าเชื้อไวรัสให้หมดไปจากร่างกาย แต่ทำหน้าที่ ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ทำให้ปริมาณไวรัสในเลือดลดลงจนอยู่ในระดับต่ำมากหรือไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable)

“PrEPLove2test"

เมื่อปริมาณไวรัสต่ำ

  • ระบบภูมิคุ้มกันจะฟื้นตัว
  • ผู้ติดเชื้อมีสุขภาพแข็งแรง
  • ลดโอกาสเกิดโรคติดเชื้อฉวยโอกาส
  • และลดโอกาสถ่ายทอดเชื้อไปยังผู้อื่น (ตามหลัก U=U)

การดื้อยาต้านเอชไอวี คืออะไร?

การดื้อยาต้านเอชไอวี คือ ภาวะที่ไวรัสเอชไอวีเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (Mutation) ทำให้ยาที่เคยใช้ได้ผล ไม่สามารถควบคุมการแบ่งตัวของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

เมื่อเกิดการดื้อยา

  • ปริมาณไวรัสในเลือดจะเพิ่มขึ้น
  • ค่า CD4 ลดลง
  • การรักษาล้มเหลว
  • และอาจต้องเปลี่ยนสูตรยาใหม่

การดื้อยาไม่ใช่ความผิดของผู้ติดเชื้อเสมอไป สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ การดื้อยา ไม่ใช่เรื่องของความประมาทเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัย ทั้งด้านยา ระบบสุขภาพ และบริบทชีวิตของผู้ติดเชื้อ

ประเภทของการดื้อยาต้านเอชไอวี

  • การดื้อยาปฐมภูมิ (Primary Resistance) เกิดขึ้นเมื่อผู้ติดเชื้อได้รับเชื้อเอชไอวีที่ดื้อยามาตั้งแต่แรก โดยที่ยังไม่เคยได้รับยาต้านมาก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการดื้อยาไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคล แต่เป็นปัญหาในระดับสาธารณสุข
  • การดื้อยาทุติยภูมิ (Secondary Resistance) เกิดขึ้นภายหลังจากการใช้ยาต้านเอชไอวี โดยมีสาเหตุหลักจาก
    • การกินยาไม่สม่ำเสมอ
    • การหยุดยาเอง
    • การกินยาผิดเวลา
    • หรือการใช้สูตรยาที่ไม่เหมาะสม

สาเหตุสำคัญของการดื้อยาต้านเอชไอวี

  • การกินยาไม่สม่ำเสมอ ยาต้านเอชไอวีต้องการความสม่ำเสมอสูงมาก หากลืมยา หยุดยา หรือกินยาไม่ตรงเวลา ไวรัสจะมีโอกาสแบ่งตัว และพัฒนาความดื้อยาได้ง่าย
  • ผลข้างเคียงจากยา อาการไม่พึงประสงค์ เช่น คลื่นไส้ เวียนหัว นอนไม่หลับ หรือผื่น อาจทำให้ผู้ติดเชื้อไม่อยากกินยาอย่างต่อเนื่อง
  • ปัญหาด้านสุขภาพจิต ภาวะซึมเศร้า ความเครียด การตีตรา และความกลัวการถูกเลือกปฏิบัติ ล้วนส่งผลต่อการดูแลตนเอง และการกินยาอย่างสม่ำเสมอ
  • การเข้าถึงบริการสุขภาพ บางคนอาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ เช่น
    • อยู่ไกลสถานพยาบาล
    • ขาดการสนับสนุนทางสังคม
    • หรือมีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ

การดื้อยาต้านเอชไอวีกับผลกระทบต่อร่างกาย

  • ปริมาณไวรัสในเลือดเพิ่มสูงขึ้น เมื่อยาควบคุมไวรัสไม่ได้ ปริมาณไวรัสจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
  • ค่า CD4 ลดลง ค่า CD4 ที่ลดลงทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เชื้อรา และมะเร็งบางชนิด
  • โรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ผู้ติดเชื้อที่มีการดื้อยามักมีความเสี่ยงสูงต่อ
    • โรคหัวใจ และหลอดเลือด
    • โรคไต
    • โรคตับ
    • และภาวะอักเสบเรื้อรังในร่างกาย
การตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวี

การตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวี

เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อดูว่าไวรัสมีการดื้อยาชนิดใดบ้าง ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถเลือกสูตรยาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับผู้ติดเชื้อแต่ละราย

การตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวี (HIV Resistance Testing) เป็นการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน การตรวจนี้ช่วยให้ทราบว่าไวรัสเอชไอวีในร่างกายของผู้ติดเชื้อมีการดื้อยาต้านเอชไอวีชนิดใดบ้าง และยังตอบสนองต่อยากลุ่มใดได้ดีอยู่

ผลการตรวจจะช่วยให้แพทย์สามารถ

  • เลือกสูตรยาต้านเอชไอวีที่เหมาะสมกับผู้ติดเชื้อแต่ละราย
  • ลดความเสี่ยงของการรักษาล้มเหลว
  • เพิ่มโอกาสควบคุมปริมาณไวรัสให้อยู่ในระดับต่ำหรือไม่ตรวจพบ
  • และช่วยรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อในระยะยาว

ทำไมต้องตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวี เอชไอวีเป็นไวรัสที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ตลอดเวลา หากไวรัสมีโอกาสแบ่งตัวในสภาวะที่ระดับยาในร่างกายไม่เพียงพอ เช่น การกินยาไม่สม่ำเสมอ หรือหยุดยาเอง ไวรัสอาจเกิดการกลายพันธุ์จนทำให้ยาที่ใช้อยู่ไม่สามารถยับยั้งไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการตรวจการดื้อยาจึงมีความสำคัญในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้ติดเชื้อที่รักษาด้วยยาต้านแล้ว แต่ปริมาณไวรัสในเลือดไม่ลดลง
  • ผู้ที่มีปริมาณไวรัสเพิ่มขึ้นหลังจากเคยควบคุมได้ดี
  • ผู้ที่ต้องเปลี่ยนสูตรยาต้านเอชไอวี
  • ผู้ติดเชื้อรายใหม่ในบางกรณี เพื่อประเมินว่ามีการดื้อยาตั้งแต่ต้นหรือไม่

หลักการทำงานของการตรวจ Resistance Testing การตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวีเป็นการตรวจ สารพันธุกรรมของไวรัสเอชไอวี (HIV RNA) ในเลือด เพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงหรือการกลายพันธุ์ (Mutation) ในยีนของไวรัส ซึ่งการกลายพันธุ์บางตำแหน่งมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการดื้อยาต้านเอชไอวีแต่ละชนิด

กล่าวง่าย ๆ คือการตรวจนี้ไม่ได้ดูที่ร่างกายของผู้ติดเชื้อ แต่ดูที่ลักษณะของไวรัส ว่ายังตอบสนองต่อยาใดได้บ้าง

ประเภทของการตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวี

  • การตรวจการดื้อยาทางพันธุกรรม (Genotypic Resistance Testing) เป็นการตรวจที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด
    • ตรวจหาการกลายพันธุ์ในยีนของไวรัส
    • วิเคราะห์ว่าไวรัสดื้อยากลุ่มใด เช่น
      • ยากลุ่ม NRTIs
      • NNRTIs
      • PIs
      • Integrase inhibitors
    • ข้อดี
      • ใช้เวลาตรวจไม่นาน
      • ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการตรวจแบบอื่น
      • เหมาะสำหรับใช้ในการปรับสูตรยาในทางคลินิก
  • การตรวจการดื้อยาทางฟีโนไทป์ (Phenotypic Resistance Testing) เป็นการตรวจที่วัดความสามารถของไวรัสในการเจริญเติบโตเมื่อสัมผัสกับยาต้านเอชไอวีชนิดต่าง ๆ เปรียบเสมือนการทดสอบจริง ว่ายาตัวใดสามารถยับยั้งไวรัสได้ โดยมีข้อจำกัด คือ
    • ใช้เวลานาน
    • ค่าใช้จ่ายสูง
    • มักใช้ในกรณีซับซ้อนหรือดื้อยาหลายชนิด
  • การตรวจแบบผสม (Genotype–Phenotype) เป็นการนำข้อมูลจากทั้งสองวิธีมาวิเคราะห์ร่วมกัน
    • ใช้ในผู้ติดเชื้อที่มีประวัติการใช้ยาหลายสูตร
    • หรือมีการดื้อยาหลายกลุ่ม

ขั้นตอนการตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวี

  • เจาะเลือดผู้ติดเชื้อ เพื่อเก็บตัวอย่างเลือด
  • แยกสารพันธุกรรมของไวรัส (HIV RNA)
  • วิเคราะห์ลำดับยีนของไวรัส ด้วยเทคนิคทางชีวโมเลกุล
  • เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลการดื้อยา
  • รายงานผลการดื้อยา ว่าไวรัสดื้อยาชนิดใดบ้าง และยาชนิดใดที่ยังใช้ได้ผล

การแปลผลการตรวจ Resistance Testing ผลการตรวจมักจะแบ่งระดับการดื้อยาออกเป็น

  • ไม่ดื้อยา (Susceptible)
  • ดื้อยาระดับต่ำถึงปานกลาง (Low–Intermediate Resistance)
  • ดื้อยาสูง (High-level Resistance)

แพทย์จะใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับ

  • ประวัติการใช้ยา
  • ปริมาณไวรัสในเลือด (Viral Load)
  • ค่า CD4
  • และสภาพร่างกายของผู้ติดเชื้อ 
  • เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

ประโยชน์ของการตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวี

  • เพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา
  • ลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็น
  • ป้องกันการดื้อยาซ้ำซ้อน
  • ลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาที่ล้มเหลว
  • ช่วยให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

ข้อจำกัดของการตรวจการดื้อยา แม้การตรวจการดื้อยาจะมีประโยชน์มาก แต่ก็มีข้อจำกัด เช่น

  • ต้องมีปริมาณไวรัสในเลือดสูงพอจึงจะตรวจได้
  • ไม่สามารถตรวจพบการดื้อยาที่ซ่อนอยู่ในระดับต่ำมากได้
  • ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการแปลผลอย่างถูกต้อง

การตรวจการดื้อยา กับคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อ การตรวจ Resistance Testing ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการแพทย์ แต่เป็นกุญแจสำคัญในการ

  • ลดความเครียดจากการรักษาที่ไม่เห็นผล
  • เพิ่มความมั่นใจในการใช้ยา
  • และช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพ
แนวทางการรักษาเมื่อเกิดการดื้อยาต้านเอชไอวี

แนวทางการรักษาเมื่อเกิดการดื้อยาต้านเอชไอวี

เมื่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีเกิดภาวะดื้อยาต้านเอชไอวี การรักษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอย่างรอบคอบ และเป็นรายบุคคล โดยมีเป้าหมายหลักคือ การควบคุมปริมาณไวรัสให้ลดลงอีกครั้ง ฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน และรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ติดเชื้อในระยะยาว

แนวทางการรักษาหลักประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนสูตรยา และการดูแลแบบองค์รวม

1. การเปลี่ยนสูตรยาต้านเอชไอวี

    เมื่อผลตรวจยืนยันว่าไวรัสมีการดื้อยาต้านเอชไอวี แพทย์จะพิจารณา เปลี่ยนสูตรยาที่เหมาะสมที่สุด โดยอาศัยข้อมูลจากการตรวจการดื้อยา (Resistance Testing) เป็นหลัก

    หลักการสำคัญในการเปลี่ยนสูตรยา

    • เลือกยากลุ่มที่ไวรัสยังไม่ดื้อ
    • หลีกเลี่ยงยาที่มีความเสี่ยงต่อการดื้อยาซ้ำ
    • ใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูง และทนต่อการดื้อยาได้ดี
    • พิจารณาประวัติการใช้ยาต้านในอดีตของผู้ติดเชื้อ

    ในปัจจุบัน มียาต้านเอชไอวีหลายกลุ่มที่มีประสิทธิภาพสูง และมีผลข้างเคียงน้อยลง เช่น

    • ยากลุ่ม Integrase Inhibitors
    • สูตรยาที่กินวันละครั้ง
    • หรือสูตรยาที่ลดจำนวนเม็ดยา เพื่อช่วยให้ผู้ติดเชื้อกินยาได้สม่ำเสมอมากขึ้น

    การเปลี่ยนสูตรยาที่เหมาะสมสามารถช่วย

    • ลดปริมาณไวรัสในเลือดได้อีกครั้ง
    • เพิ่มค่า CD4
    • ลดโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน
    • และช่วยให้ผู้ติดเชื้อกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    2. การดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care)

    การรักษาภาวะดื้อยาต้านเอชไอวี ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่เรื่องยา แต่จำเป็นต้องดูแลผู้ติดเชื้อในทุกมิติของชีวิต เนื่องจากปัจจัยด้านจิตใจ และสังคมมีผลโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการรักษา

    การดูแลสุขภาพจิต ผู้ติดเชื้อที่เผชิญกับการดื้อยาอาจรู้สึก

    • เครียด วิตกกังวล
    • ท้อแท้ หมดหวัง
    • กลัวว่าการรักษาจะล้มเหลว

    การดูแลสุขภาพจิต เช่น การประเมินภาวะซึมเศร้า การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา และการสร้างกำลังใจ เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ติดเชื้อสามารถดูแลตนเอง และกินยาได้อย่างต่อเนื่อง

    การให้คำปรึกษา (Counseling) การให้คำปรึกษาอย่างเหมาะสมช่วยให้ผู้ติดเชื้อ

    • เข้าใจภาวะดื้อยาอย่างถูกต้อง
    • ลดความรู้สึกผิดหรือโทษตนเอง
    • มีทักษะในการจัดการกับผลข้างเคียงของยา
    • และมีแรงจูงใจในการรักษาอย่างต่อเนื่อง

    การสนับสนุนจากครอบครัว และชุมชน การได้รับการยอมรับ และการสนับสนุนจาก

    • ครอบครัว
    • คนใกล้ชิด
    • กลุ่มเพื่อนผู้ติดเชื้อ

    ช่วยลดความโดดเดี่ยว ลดการตีตรา และเพิ่มโอกาสที่ผู้ติดเชื้อจะปฏิบัติตามแผนการรักษาได้ดีในระยะยาว

    การป้องกันการดื้อยาต้านเอชไอวี

    แม้การแพทย์จะมีทางเลือกในการรักษาการดื้อยา แต่การ ป้องกันไม่ให้เกิดการดื้อยา ยังคงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด

    • กินยาอย่างสม่ำเสมอ และตรงเวลา การกินยาต้านเอชไอวีอย่างสม่ำเสมอ และตรงเวลา คือ หัวใจสำคัญที่สุดของการป้องกันการดื้อยา การกินยาครบตามแพทย์สั่งช่วยให้
      • ระดับยาในร่างกายคงที่
      • ไวรัสไม่สามารถแบ่งตัวได้
      • ลดโอกาสการกลายพันธุ์ของไวรัส
      • แม้การลืมยาเพียงบางครั้ง ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาได้ โดยเฉพาะในระยะยาว
    • สื่อสารกับทีมแพทย์อย่างเปิดเผย การรักษาเอชไอวีเป็นการรักษาระยะยาว ผู้ติดเชื้อควรสื่อสารกับแพทย์ และทีมดูแลสุขภาพอย่างตรงไปตรงมา หากมีปัญหา เช่น
      • ผลข้างเคียงจากยา
      • ความไม่สะดวกในการกินยา
      • ปัญหาด้านชีวิตประจำวันหรือสุขภาพจิต
      • สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรหยุดยาเองหรือปรับยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยา และการรักษาล้มเหลว
    • การดูแลสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง สุขภาพจิตที่ดีมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการดูแลสุขภาพกาย ผู้ติดเชื้อที่มีสุขภาพจิตดีมักจะ
      • กินยาได้สม่ำเสมอ
      • มาพบแพทย์ตามนัด
      • ดูแลตนเองได้ดีขึ้น
      • การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต การมีเครือข่ายสนับสนุน และสังคมที่ไม่ตีตรา จะช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาต้านเอชไอวีในระยะยาว

    อ่านบทความอื่น ๆ เพิ่มเติม

    แม้การดื้อยาต้านเอชไอวีจะเป็นความท้าทายสำคัญ แต่ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ การดูแลแบบองค์รวม และสังคมที่เข้าใจ ผู้ติดเชื้อยังสามารถมีชีวิตที่ยืนยาว มีคุณค่า และมีความหมายได้

    การรักษาเอชไอวีในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงการ อยู่รอด แต่คือการ มีชีวิตที่มีคุณภาพ อย่างแท้จริง

    เอกสารอ้างอิง

    • World Health Organization (WHO). HIV Drug Resistance Fact Sheet. Comprehensive overview of causes, prevention, and global impact of HIV drug resistance. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/hiv-drug-resistance องค์การอนามัยโลก
    • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Monitoring HIV Drug Resistance Fact Sheet. Details on surveillance methods and importance of monitoring HIV drug resistance. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.cdc.gov/global-hiv-tb/php/resources/hiv-drug-resistance-cadre-fact-sheet.html ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค
    • National Institutes of Health (NIH). HIV Drug Resistance – Understanding HIV. Explains how HIV drug resistance develops and its implications for treatment. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://hivinfo.nih.gov/understanding-hiv/fact-sheets/drug-resistance hivinfo.nih.gov
    • Joint United Nations Programme on HIV/AIDS (UNAIDS). HIV and drug resistance. Article on global research and data regarding HIV drug resistance and treatment failure. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.unaids.org/en/resources/presscentre/featurestories/2016/february/20160208_Drug_resistance unaids.org
    • Pan American Health Organization (PAHO/WHO). HIV Drug Resistance. Highlights consequences of drug resistance, treatment failure, and public health approaches. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.paho.org/en/topics/hiv-drug-resistance paho.org
    • World Health Organization (WHO). Tackling HIV drug resistance – Global Action Plan. Describes global strategies to prevent, monitor, and respond to HIV drug resistance. [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.who.int/activities/tackling-hiv-drug-resistance องค์การอนามัยโลก

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    Privacy Preferences

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    Allow All
    Manage Consent Preferences
    • Always Active

    Save